Diary, Tohoku, Travel

ความยิ่งใหญ่แห่งอาโอโมริ สถานี Shin-Aomori กับโฮตาเตะที่แสนคิดถึง

ทริปซากุระในปี 2018 เกิดขึ้นแบบกระทันหันก่อนเวลาเดินทางเพียงแค่ 3 เดือนกว่า แต่เวลาเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเตรียมตัววางแผนวิ่งล่าซากุระฟูลบลูมทั่วโทโฮคุบนเส้นทางชินคันเซน Tohoku ระหว่าง 13 – 21 เม.ย. 2018 พร้อมกับพาสรถไฟ JR EAST PASS (Tohoku area)

ภารกิจตามล่าซากุระที่อาโอโมริ ll วันที่ 18/04

Shin-Aomori Station 13:29

สถานีที่ใหญ่ไม่แพ้เซนไดก็อยู่ตรงหน้าเราแล้ว เย่! เรียกว่าทั้งใหม่และใหญ่เลยแหละ แถมยังมีมาสคอต อิคุเบะคุง ตัวฟ้าๆ มารอต้อนรับด้วย

หลังจากที่ช่วงเช้าเราไปตะลุยชมซากุระที่คิตะคามิ และเพิ่งเปลี่ยนขบวนชินคันเซนที่สถานีโมริโอกะ เราก็มาถึงสถานีชิน-อาโอโมริ

สถานีชินอาโอโมริเพิ่งจะเปิดตัวอีกทีในปี 2010 (ครั้งแรกเมื่อปี 1986) ด้วยความร่วมมือระหว่าง JR East และ JR Hokkaido เพราะมีส่วนต่อขยายเส้นทาง Hokkaido Shinkansen ไปจนถึงสถานี Shin-Hakodate-Hokuto ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 26 มีนาคม 2016 โดยเจ้าโทโฮคุ-ฮอกไกโดชินคันเซนก็เรียกว่านำความเจริญมาสู่ภูมิภาคฮอกไกโดเลยก็ว่าได้

ขออธิบายความสำคัญของ เจ้าเขียวแถบม่วง (ชื่อเรียกย่อของโทโฮคุ-ฮอกไกโดชินคันเซน) ชินคันเซนสายใหม่นี้เพิ่ม (ตื่นเต้นมาก เวลาพูดถึงโทโฮคุชินคันเซน ปลื้มในบ้านเกิด) อย่างที่บอกว่า เจ้าเขียวแถบม่วง หรือชื่อขบวนว่า Hayabusa (はやぶさ) เดินทางไป-กลับจากโตเกียวถึงฮาโกดาเตะ ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 320 km/h (200 mph) ตั้งแต่ปี 2013 และสามารถเดินทางข้ามเกาะจากสถานีชินอาโอโมริ ไปถึงฮาโกดาเตะโดยใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชม 2 นาที (ปัจจุบันไม่ใช่ชินคันเซนที่เร็วที่สุดที่วิ่งใช้งานในญี่ปุ่น เร็วที่สุดคือ Maglev train L0 Series ที่กำลังวิ่งทดสอบอยู่ด้วยความเร็วสูงสุด 603 km/h (375 mph) แต่วิ่งจริงที่ 590 km/h (370 mph) เดินทางระหว่างโตเกียวสถานี Shinagawa ไปโอซาก้า และนาโกย่า)

 

และถ้ารอถึงปี 2031 เราจะได้เดินทางไปถึงสถานี Sapporo ด้วยชินคันเซนเส้นนี้ หากมาลองคิดเล่นๆ ว่า อีก 12 ปีข้างหน้า เจ้าเขียวแถบม่วงจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางจากสถานีชินฮาโกดาเตะ-โฮคุโตะไปยังสถานีซัปโปโรโดยรถไฟ JR Super Hokuto ที่ปัจจุุบันใช้เวลา 3 ชม 27 นาที อาจจะเหลือเพียง 1 ชม นิดๆ มันจะเจ๋งขนาดไหน! และสถานีซัปโปโรยังห่างจากสนามบิน New Chitose เพียงแค่ 37 นาทีโดย JR Chitose Line/ Rapid Airport แสดงว่า ระยะเวลาไปกลับอาโอโมริ-สนามบินนิวชิโตะเสะของฮอกไกโดจะเหลือเพียง 2 ชมครึ่งเท่านั้น

ทีนี้เราก็ใกล้กันมากขึ้นแล้วนะ ฮอกไกโด  ดีใจ! เหมือนเป็นเพื่อนบ้านจริงๆ ฮา

กลับมาที่สถานีชินอาโอโมริ ที่นี่เราเคยมาฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อกเกอร์สถานีก่อนจะเดินทางเข้าป่าไปยังทะเลสาบ Towada สัมภาระที่ไม่จำเป็นก็ทิ้งๆ ไว้ที่นี่ เหลือเพียงเป้เท่านั้น ซึ่งตู้ล็อกเกอร์ก็มีอยู่ทั้งในและหน้าสถานี ไม่ต้องห่วงว่าจะเต็มแน่ๆ แหละ

นอกจากความหลังแบกเป้แล้ว ยังมีอีกความประทับใจคือการมาฝากท้องกับร้านข้าวหน้าปลาดิบ และเมนูที่สร้างความทรงจำหอมหวานที่สุดคือ โฮตาเตะด้ง หรือหอยเชลล์ที่หวานอวบเด้ง และถูกมากกกก

กลับมาคราวนี้ก็อยากจะกินเหมือนเดิมอีก ส่วนเจ้าทานุจังมันกินง่ายมาก มันเลยถามเราก่อนว่าเราจะกินอะไร เราก็เข้าไปด้อมๆ มองๆ หน้าร้านนั้น โอ้ย ราคายั่วน้ำลาย เซ็ทหนึ่งมีโฮตาเตะด้ง คู่กับโซบะร้อน จำราคาไม่ได้ ฮา

“ลองร้านอื่นบ้างดีกว่า เป็นชิโอะราเมงโฮตาเตะมะ”

สุดท้าย เราก็อยากลองพิสูจน์ความอร่อยร้านข้างๆ กันมากกว่า

ราเมงชามนี้แปลกดี เราไม่เคยเจอสาหร่ายวากาเมะที่ใส่มาหนาแน่นขนาดนี้ มีหน้อไม้คู่กับเส้นหนาๆ และโฮตาเตะที่เมื่อถูกปรุงสุกแล้วเนื้อจะร่วนๆ หวานๆ รสชาติจัดว่าดี แต่ไม่ได้สร้างประสบการณ์ได้ว้าวเท่าโฮตาเตะสดที่ละมุน และหวาน แต่ก็ถือว่าฟินอยู่ดี

เมื่ออิ่มท้องหนังตาก็เริ่มหย่อน เอ้ยยย จะมาอาโอโมริแค่กินโฮตาเตะแล้วกลับไม่ได้!

อันที่จริงเมืองอาโอโมรินั้นขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมการตกหอยโฮตาเตะสดๆ แต่เหตุผลที่ว่าผิดศีล 5 ทานุจังเลยไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้ พีคคค ขนาดเราเกลี้ยกล่อมว่า ท่านฮิโระ พิธีกรจากรายการทีวีสุโก้ยเจแปน คนที่ทานุจังให้ความเคารพรักเคยพามาเลยนะ มันก็บอกว่า ไม่ได้ สุดท้ายเราก็ต้องยอมแหละ

เราเดินทางกันต่อไปสถานีอาโอโมริอันเก่าแก่โดย JR เพียงแค่ 8 นาที จากนี้เราจะไปพิพิธภัณฑ์เนบูตะ

พิพิธภัณฑ์เนบูตะ (Nebuta Museum WA RASSE-ねぶたの家 ワ・ラッセ)

เดินจากสถานีอาโอโมริเพียง 5 นาทีก็จะเห็นอาคารสีแดงทันสมัย จัดแสดงโคมไฟในงานเทศกาลเนบูตะ ซึ่งเทศกาลอาโอโมริเนบุตะเป็น 1 ใน 3 เทศกาลที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ ได้ถูกกำหนดให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเมื่อปี 1980 โดยศิลปะของการเต้นรำเนบุตะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการเคลื่อนไหวที่งดงามของคาบุกิ และการร่ายรำโคมไฟอันสนุกสนานของพื้นที่แถบฮิโรซาคิ จะจัดขึ้น 2 – 7 สิงหาคมของทุกปี

และว่ากันว่าเป็นประเพณีที่มีเงินหมุนเวียนสูงมาก โดยโคมไฟแต่ละอันจะต้องใช้การวางแผนอย่างจริงจัง ไล่ตั้งแต่การออกแบบ การปรับแบบจากภาพวาดให้กลายเป็นโคมไฟ ทำให้โคมไฟแต่ละชุด ต้องใช้เงินจัดทำถึงกว่า 4 ล้านบาทเลยทีเดียว โคมไฟส่วนใหญ่นั้นดัดแปลงมาจากตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันก็มีการนำความเป็นโมเดิร์น ความสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ด้วย เช่น ภาพการต่อสู้ของอุลตร้าแมน เป็นต้น

เราเข้ามาในจังหวะที่เขาให้ร่วมกิจกรรมตีกลอง ตีฉิ่งฉาบ เป่าขลุ่ยพอดี สนุกมาก ไม่นึกว่าตัวเองจะตีเข้ากับจังหวะได้ ฮา

ที่นี่ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะกับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และงานศิลปะเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่นเจ้าทานุจัง มันชอบมากถึงขั้นเดินวนดูเสื้อเป็นของที่ระลึก โอ้ย เอ็นดู

เสื้อโปโลสีแดงลายใบหน้าท่านเนบูตะเหี้ยมๆ บนกระเป๋าเสื้อ และด้านหลัง แสดงถึงความทรงพลัง แม้ราคาจะเหี้ยมพอๆ กันก็ตาม แต่มันซื้อ! ฮาาาา

ความอินในเนบูตะของทานุจัง บวกกับสีสันของโคมทำให้จิตใจร่าเริงขึ้นจากวันฟ้าหมอง ดีใจที่มันชอบ การที่พาใครมาเที่ยว แล้วคนนั้นเขาอิน มันจะรู้สึกพิเศษบอกไม่ถูก เรียกว่าเกินคุ้ม 600 เยนค่าเข้า ส่วนการชมการจำลองเทศกาลเนบูตะสำหรับเรา มันทรงพลัง และเป็นพื้นบ้านญี่ปุ่นแท้ๆ ชอบ! อะไรที่มันโลคอลญี่ปุ่นชอบหมด!

พิพิธภัณฑ์เนบูตะ (Nebuta Museum WA RASSE-ねぶたの家 ワ・ラッセ)

※เวลาทำการ:9:00-18:00 น.

การเดินทาง : พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟ JR Aomori โดยใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีเท่านั้น

http://www.nebuta.jp/warasse/

https://goo.gl/maps/oFL21WEpZW35KLHz8

จากนี้เราจะเดินไปให้ทั่วๆ เมืองอาโอโมริ บรรยากาศของเมืองเหมือนยุคอันธพาลครองเมือง นึกภาพโรงหนังเก่าๆ และผู้ชายไว้ผมทรงเอลวิส แนวๆ นั้น เราชอบนะ Contrast กับภาพสถานีชินอาโอโมริและอาคารเนบูตะที่เราเพิ่งไปมา เก๋ดี

ฝนตกเบาๆ เหงาๆ กับบรรยากาศเก่าๆ ช่างเข้ากัน

ในเมืองยังมีทั้งตลาดปลา 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ชั้นใต้ดินห้าง Auga และอีกที่ที่แนะนำคือ Aomori Nokkedon สามารถทำด้งของตัวเองได้เหมือนที่ตลาดปลาชิโอะกามะ

Aomori Nokkedon - 青森のっけ丼
※เวลาทำการ: 7:00 - 16:00 (ปิดวันอังคาร)

https://nokkedon.jp/

https://goo.gl/maps/9p7t2cycYr9RbCE47

A-Factory

กลับมายังสถานีอาโอโมริ เดินไปที่ A-Factory ร้านขายของฝากขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแอปเปิ้ลชั้นดี หวานกรอบอร่อย (ขอนอกเรื่องหน่อย ถ้าใครไม่ได้มาอาโอโมริ เราแนะนำพายแอปเปิ้ลอบสดที่ชั้นซุปเปอร์มาร์เก็ตห้างอิเซตัน กรุงเทพฯ ร้านชื่อ Anri พายชิ้นละ 99 บาท อร่อยมากกกกกก ไปทุกครั้งต้องกินทุกครั้ง กัดเข้าปากแล้วน้ำตาไหล ...คิดถึงอาโอโมริ ฮาาา)

มารอบนี้มาไม่ใช่ฤดูแอปเปิ้ล เลยได้กินแค่น้ำและพายแอปเปิ้ลแทน

“เราลองเอาพายที่กะจะซื้อให้แม่มาลองกินที่นี่สักลูกเลยดีมะ จะได้รู้ว่ารสชาติเป็นไง น่าซื้อฝากจริงป่าว”

เอ้า จัดไป! พายที่นี่เล่นเอาแอปเปิ้ลที่ไม่ได้หั่นเป็นชิ้นมาอบทั้งลูก

กินกันสองคนที่ถือว่าเยอะมาก กินๆ ไปชักเริ่มเลี่ยน แม้ความหวานจะมาจากธรรมชาติก็เถอะ แต่สุดท้ายเราก็กินไป ชมสะพาน Aomori Bay Bridge, 青森ベイブリッジ ไปจนหมด ชิล

ถึงเวลาอำลาอาโอโมริที่รักแล้ว ชินคันเซนรอบ 17:44 ที่สถานี Shin-Aomori ปลายทางเซนไดรอเราอยู่

บ้ายบาย แล้วโอกาสหน้าเราจะกลับมาเจอกันเพื่อชมซากุระที่ฮิโรซากิอีกนะ

A-FACTORY, エーファクトリー

※เวลาทำการ:9:00 –8:00

https://goo.gl/maps/3ak6N5Mag8kDdCmXA

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply