Diary, Tohoku, Travel

บ่นๆๆ ความเฟลที่พลาดชมฟูลบลูมซากุระที่สวนซากปราสาทฟุนาโอกะ เซนได

ทริปซากุระในปี 2018 เกิดขึ้นแบบกระทันหันก่อนเวลาเดินทางเพียงแค่ 3 เดือนกว่า แต่เวลาเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเตรียมตัววางแผนวิ่งล่าซากุระฟูลบลูมทั่วโทโฮคุบนเส้นทางชินคันเซน Tohoku ระหว่าง 13 – 21 เม.ย. 2018 พร้อมกับพาสรถไฟ JR EAST PASS (Tohoku area)

ผ่านมา 4 เดือนเราเพิ่งได้มานั่งบรรเลงเขียนระลึกภาพการเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อตามล่าซากุระของเราสองคน ภาพนั้นยังคงชัดมาก อาจจะเพราะการเดินทางครั้งนี้สนุกและน่าจดจำที่สุดเท่าที่เคยไปญี่ปุ่นมา

ความสนุกเกิดขึ้นเพราะ เพื่อนพีคๆ ที่อินนิฮง (จากนี้ขอเรียกว่า ทานุกิจัง) และยังไม่เคยเห็นซากุระมาก่อน มันพาเราวิ่งล่าซากุระแบบเหนือจรดใต้ทั่วภูมิภาคโทโฮคุจนร่างพัง คำว่าวิ่ง เหมือนจะเป็นแค่การอุปมาอุปมัย วิ่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งเพื่อให้หนึ่งวันของพวกเราสามารถเก็บสถานที่ฟูลบลูมได้ครบ แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ ภาพจำการวิ่งของเราคือ วิ่งระยะหนึ่งกิโลเมตรเพื่อขึ้นรถไฟให้ทัน และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย ฮาาาา

ทริปนี้เราไม่ได้หวังอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ต้องการแกล้งปลอมตัวประหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น ปูเสื่อนั่งโอะฮานามิ ชมซากุระ กินเบนโตะ ตบท้ายด้วยดังโงะ แบบชิลๆ ใต้ต้นซากุระ เพราะไม่คาดหวังจึงทำให้รู้สึกสนุกยิ่งขึ้น และหลังจากกลับมาก็หวนคิดถึงภาพชมพูอ่อนของซากุระโทโฮคุทริปนี้มาก ถึงขั้นที่เราอยากบันทึกไว้เพื่อเป็นความทรงจำดีๆ และอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครออกตามล่าซากุระเหมือนพวกเรา

ภารกิจตามล่าซากุระที่เซนได (มิยางิ) ll วันที่ 13/04

“ซากุระตั้งพันต้น มันจะร่วงหมดทั้งพันต้นเลยเหรอ อย่างน้อยต้องได้เห็นสักหน่อยล่ะน่า”

คิดได้เนอะ! ฉันกับเจ้าทานูกิยืนไว้อาลัยขณะที่มองทอดสายตาไปทางแม่น้ำชิโรอิชิ – Shiroishigawa (白石川)  บนยอดเขาบริเวณสวนสาธารณะซากปราสาทฟุนาโอกะ – Funaoka Castle Ruins Park (船岡城址公園) ที่บัดนี้ ต้นซากุระทั้งพันต้นที่ปลูกไว้สองข้างริมแม่น้ำได้กลายเป็นต้นไร้ดอกไปแล้ว

นอกจากจะปวดใจแล้ว อากาศยังหนาวมาก เราสองคนเลยเดินไปสั่งดังโงะ พร้อมชาเขียวร้อนๆ มาแก้กลุ้ม ด้วยใบหน้าจ๋อยๆ เป็นครั้งแรกที่เจ้าทานูกิบ่นๆๆ ด้วยความเซง อาการเหมือนคนคลุ้มคลั่ง และกินดังโงะชืดๆ คนเดียวหมด 4 ไม้ให้หายแค้น นี่ถ้าส่องเข้าไปในใจได้ น้ำตาคงไหลพรากไปแล้ว ฮือออ

ใบซากุระเต็มเลยจ้ะ ร้องไห้

ก่อนวันเดินทาง 1 เดือน

เราสองคนค่อนข้างตั้งความหวังไว้กับสวนสาธารณะซากปราสาทฟุนาโอกะไว้มาก เพราะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น แต่เดิมบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท แต่ได้ถูกทำลายลงในช่วงสงครามปี ค.ศ. 1671 ปัจจุบันบริเวณรอบๆ นี้จึงได้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นสวนที่มีต้นซากุระและดอกไม้อื่นๆ มากมาย

ไฮไลท์ในช่วงซากุระบาน ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือ การนั่งรถรางสโลปคาร์ (Slope car) ลอดผ่านอุโมงค์ซากุระระยะทางราว 300 เมตร  เพื่อขึ้นไปนมัสการรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่มีความสูงถึง 24 เมตร ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา และยังเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองชิบะตะ กับแม่น้ำชิโรอิชิกาวะ ที่มีต้นซากุระเรียงรายไปตลอดสองฝั่งแม่น้ำกว่า 1,000 ต้น

สิ่งที่คิดไว้ก็คือ เราจะเอาเบนโตะมานั่งทานพร้อมชมซากุระบานสะพรั่งกันได้อย่างฉ่ำตาฉ่ำใจ

ก่อนวันเดินทาง 3 วัน

(10 เม.ย. 2018 — > เป็นวันที่ดอกซากุระเริ่มร่วงแล้ว เพราะกระแสลมแรงมาก
วันที่ Full Bloom จริงๆ คือ 5-6 เม.ย. 2018)

เราสองคนมีอาการพารานอยด์ เปิดหน้าเพจเฟสบุ๊คทีไร ก็จะเห็นรายงานสถานการณ์ฟูลบลูมของซากุระที่มิยางิตลอด

สึสึจิกาโอคะ • Tsutsujigaoka Park – บานเต็มที่
ฮิโตเมะเซมบง (หรือชิโรอิชิกาวะ) • Hitomesenbon – เริ่มร่วง
สวนซากปราสาทฟุนาโอกะ • Funaoka Castle Ruin Park – บานเต็มที่
สวนมัตสึชิม่า • Saigyo Modoshi no Matsu Park – เริ่มบาน
สวนนิชิ • Nishi Park – บานเต็มที

และอีกที่ที่เจ้าทานุกิคาดหวังไว้มากคือฮานะมิยามะ ที่ฟุกุชิม่า ซึ่งฟูลบลูมไปสักพักแล้ว

โดยตามแพลนเดิม เราจะไปฮิโตเมะเซมบงในวันที่ 14-15 ซึ่งมาตรวจการพยากรณ์อากาศกลับพบว่าวันนั้นเป็นวันที่จะมีฝนตกลงมา ป่านนั้นซากุระคงร่วงหมดต้นแน่ๆ

แต่เจ้าทานูกิกลับทำใจไม่ได้ คลุ้มคลั่งเมื่อรู้ข่าวว่าฮิโตเมะเซมบงเริ่มร่วง ทำให้ใจมันรุ่มร้อน จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนและบอกว่าวันที่ 13 ที่เราเดินทางถึงญี่ปุ่นคิดว่ายิงยาวไปเซนไดเลยก็แล้วกัน

🌸 “ไปกันเลยมั้ยวันที่ 13? 55”
☆ “5555555555555555 เราตามนาย ก็ถ้าจะไป เราก็ไปได้”
🌸 “ก้ออยากไปแหละ แต่เกรงใจ”
☆ “ไม่ต้องเกรงใจ ลงเรือลำเดียวกันแล้ว” (เอาจริงๆ เราก็พูดไปตามมารยาท)
🌸 “เราว่า 13 ทัน งั้นใช้พาสวันนี้ แล้ววันที่ไป Yamagata เราออกตังค์ให้นาย”
☆ “ไม่ต้อง จะบ้าเหรอ นายอย่ามา”
🌸 “วันสุดท้ายก่อนฝนจะมา เราว่าได้ ไปถึงเย็นๆ ก็ยังดี พอให้ได้อิน ความจริงเราหวังกับที่นี่มากสุด
ฝากกระเป๋าสถานีโตเกียวแล้วเหาะไปกันเลย วันต่อมาค่อยไป Kawagoe ถ้าไม่ไปวันนี้เราว่าไม่ทันแน่ ขอร้อง ไปนะๆๆๆๆๆ”
☆ “แปบนะ หายใจติดขัด 55555”
🌸 “ตื่นเต้นโว้ยยยย วิ่งไล่ตามซากุระ มัตเตะ ก่อนฝนลง”
☆ “555555555 เคร ไฟล์ทเป็นเพื่อน”

คนจิตใจรุ่มร้อนก็จะเป็นประมาณนี้

วันเดินทาง นาริตะ-เซนได โดย N’EX x Hayabusa

มาถึงสนามบินนาริตะ 7:30 ถึงเร็วกว่ากำหนด 20 นาที

เราสองคนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ญี่ปุ่นด้วยความว่องไว เจ้าทานูกิกรี๊ดกร๊าดที่เราทำเวลาได้ดี เรารีบไปซื้อตั๋ว Skyliner (สำหรับขากลับ) + Subway 24 hr และเดินลงบันไดเลื่อนก่อนเข้าสู่โซนสถานีรถไฟ

ด้วยความแสนรู้ของเราที่สืบทราบมาว่า ช่วงนั้นร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นมีไอติมฮาร์เก้นดาสออกรสใหม่ คือรสโมจิถั่วแดง ทั้งๆ ที่รู้ว่าควรไปแลก JR EAST PASS ตัวจริงก่อนเป็นอย่างแรก (เราซื้อพาสตั้งแต่อยู่ไทยจากงาน TITF ที่จัดเดือนก.พ. แล้ว เพราะจะได้สวนลด 1000 เยน ก็ราวๆ 300 กว่าบาท เท่ากับข้าวหนึ่งมื้อที่ญี่ปุ่นเลยนา) แต่ด้วยความตะกละของเราจึงแยกแยะไม่ถูกแล้ว

เราขอเจ้าทานูกิเดินไปซื้อไอติมในเซเว่น

พอเดินออกมาพร้อมไอติมสองถ้วยอย่างอารมณ์ดี (ฮาาา) แต่หลังจากนั้น .. หายนะบังเกิด!

คิวแลกพาสยาวมากกกกก

ต้องรอเป็นชั่วโมง เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลชมซากุระ

ที่สำคัญคือ เจ้าทานุกิมีนัดกับเพื่อนที่อยู่โตเกียวไว้ว่า ทันทีที่ได้เหยียบแผ่นดินบ้านเกิดจะตรงดิ่งไปที่เซนไดเพื่อดูซากุระที่ฮิโตเมะเซนบงเลย โดยเพื่อนเจ้านี่จะไปรอที่ Tokyo Station

แม้เราจะรู้สึกผิด แต่ก็ยังทำหน้าระรื่น ถ่ายคลิปวิดีโอการลองชิมไอติมรสชาติใหม่อย่างร่าเริง ในขณะที่เจ้าทานูกิเครียดโทรคุยกับเพื่อนขอแคนเซิลทริป เค้าขอโทษน้า

หลังจากนั้นตลอดทั้งทริป เจ้าทานูกิจึงเป็นคนวางแผนเรื่องเวลาเองทั้งหมด เพื่อความสมานฉันท์กัน แฮร่

10:18 N’EX | Narita Express

เรานั่ง N’EX | Narita Express เข้าเมืองโดยใช้พาส (วันนี้ทั้งวันเราจะใช้พาสนะ โดยสามารถใช้ได้ 5 วันภายใน 14 วัน นับจากวันแรกที่ใช้) มาต่อโทโฮคุชินคันเซนที่สถานีโตเกียวยิงยาวถึงสถานีเซนไดได้เลย อันที่จริงเราสามารถเลือกลงที่สถานีชินจูกุก็ได้ แต่ขาไปเราต้องนั่งซับเวย์ไปเปลี่ยนขึ้นรถไฟชินคันเซ็นที่สถานี Omiya หรือ Tokyo ส่วนขากลับยิงยาว เราเลือกสบายตอนแรก ลำบากตอนหลังดีกว่า

แวะฝากกระเป๋าที่ Coin Locker เพราะเดี๋ยวเย็นนี้เราต้องมากลับมาเอากระเป๋าเพื่อเข้าพักที่โฮสเทลตรงซับเวย์สถานี Morishita ที่เราจองไว้ หลังจากที่ไร้กระเป๋าเดินทางใบโต ทีนี้ก็สามารถเดินตัวปลิวไปซื้อเอคิเบนได้แล้ว เจ้าทานูกิเลือกเอะคิเบนโตะแฮมเบิร์ก ของโปรดมัน ส่วนเราเห็นของลดราคาเป็นสตรอว์เบอรี่ลูกเบอเร่อหนึ่งแพคราคา 500 เยน เลยจัดมา

ใช้เวลาบนชินคันเซน 1.30 ชม (ขบวนที่เร็วที่สุดชื่อ Hayabusa กับระยะทาง 350 กม.) จากนั้นเราค่อยขึ้นรถไฟ JR Tohoku Line ต่อไปลงที่สถานีฟุนาโอะกะ โดยมีจุดหมายปลายทางคือ สวนสาธารณะซากปราสาทฟุนาโอกะ

ก่อนจะถึงเซนได เราขอเล่าเรื่องชินคันเซนที่เราปลื้มนิดนึง สารภาพเลยว่า การเดินทางโดยโทโฮคุชินคันเซ็นสำหรับเราเป็นเรื่องบันเทิงมาก มันง่าย สะดวก ดังนั้น 1 ชม. ครึ่ง บนชินคันเซนนั้น.. โคตรไว! แค่บรรจงถ่ายรูปก่อนกินเบนโตะ ต่อด้วยสตรอว์เบอร์รี่ แลกกันชิมเบนโตะ จิบกาแฟเสร็จ งานเข้า ปวดขี้ เท่านั้นแหละ หมดเวลา!  

แต่จะติดก็แค่เรื่องที่เราต้องไปเตรียมตัวรอขึ้นรถไฟก่อนเวลา 15 นาทีเท่านั้น เพราะเรื่องจัดการเวลาเราห่วยมาก ต้องให้พี่ทานูกิเขาดูแลล่ะ งานนี้เขาเก่ง จริงๆ แล้วการเดินทางทั่วโทโฮคุ เลือกไปเช่ารถยนต์ขับเที่ยวเองก็อาจจะสะดวกกว่า แต่ก็ชอบแอบสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ญี่ปุ่นนะ เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราฟิน ฮาาา

สวนสาธารณะซากปราสาทฟุนาโอกะ  Funaoka Castle Ruins Park 船岡城址公園 (เมืองชิบาตะ)

13:52 Sendai Station

แม้จะชอบชินคันเซน แต่อาจจะเป็นเหมือนความเคยชินที่ปัจจุบันรู้สึกตื่นเต้นน้อยลงแล้ว พอเปลี่ยนไปต่อรถไฟเจอาร์เท่านั้นแหละ ความรู้สึกตื่นเต้นก็กลับมา

มันเหมือนเราได้ก้าวเข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่นแล้วจริงๆ เพราะผู้คนท้องถิ่นหนาแน่น ไม่เหมือนชินคันเซนที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะต้องการเดินทางข้ามจังหวัดกันซะส่วนใหญ่ และที่สำคัญผู้โดยสารชินคันเซนเหล่านั้นต้องรวย เพราะอย่างเราเดินทางจากโตเกียวมาที่เซนไดหากไม่ได้ใช้พาสรถไฟ เราจะต้องเสียค่าเดินทาง 5,940 เยน ไป-กลับรวม 11,880 เยนคิดเป็นเงินไทยราวๆ 3,500 บาท คล้ายการนั่งเครื่องบินข้ามจังหวัด

เราตื่นเต้นจนอดถ่ายรูปทั้งบรรยากาศในรถไฟ และวิวนอกรถไฟไม่ได้ ถ่ายทุกอย่างที่เห็นตรงหน้า และยังฝากเจ้าทานูกิให้ช่วยถ่ายรูปให้เราด้วย สลับกันถ่ายไปมา คนบนรถไฟคงมองนักท่องเที่ยว 2 คนนี้ว่าดูมันตื่นเต้นมีความสุขกับดินแดนแห่งนี้ คุณลุงสวมสูทท่าทางใจดีที่น่าจะพอพูดอังกฤษได้เลยอาสาช่วยถ่ายรูปคู่ให้เราทั้งสองคน ใจดีจริงๆ

พอประตูรถไฟเปิดออกที่สถานีฟุนาโอะกะ ความหนาวยะเยือกก็มาเยือน บรื๋อ ข้างหน้าสถานีมีป้ายโฆษณาบ่งบอกถึงเทศกาลซากุระ แต่…ต้นซากุระต้นใหญ่ตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกโหวงเหวงชอบกล ซากุระร่วงเกือบหมดต้นแล้วจ้า ใจคอชักไม่ค่อยดี แต่ก็ยังปลุกพลังบ้าไว้อยู่ เอาวะ หอบความบ้ามาถึงนี่ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง มันต้องได้เจอภาพสวยๆ ซะหน่อยน่า    

เราเดินลัดเลาะมุ่งหน้ากับระยะทางกว่า 1.4 กม. จากสถานีแบบชิลๆ ระหว่างทางจะเห็นธงที่เขียนคำว่าเทศกาลซากุระไว้ สภาพสองข้างทางบ่งบอกชัดเจนถึงความเงียบสงัด เทศกาลมันต้องครึกครื้นกว่านี้เซ่! เมื่อถึงที่หมาย .. ชัดเลย! ดอกซากุระบนเขามันหายไปหมดแล้ว!!

เป็นจุดที่ยังพอมีดอกซากุระพันธุ์ชิดาเระซากุระอยู่ เป็นพันธุ์แข็งแรง อยู่ทน กว่าพันธุ์โซเม โยชิโนะ

ระหว่างทางเดินขึ้นเขา ความเจ็บปวดมันแทรกซึมไปในทุกอณูหัวใจ  แต่ก็ต้องปลอบใจตัวเองว่า “ยังไงมันต้องเห็นต้นที่ Survive อยู่บ้างแหละ!” เจ้าทานูกิเดินขึ้นเขาไปบ่นไปตลอดทาง ปกติมันไม่ใช่คนขี้บ่นนะ ถ้ายังปวดใจไม่พอต้องขึ้นไปเห็นจากยอดเขาแล้วมองลงไปที่แม่น้ำ

เราก็ไม่รู้จะปลอบใจยังไง ก็ฝันกันมาซะหวานชื่นว่าอย่างน้อยต้องพันต้น! มันต้องไม่ร่วงทีเดียวหมดพันต้นดิ เอิ่ม พวกเมิงใช้สมองส่วนไหนคิดวะ เพ้อฝันชะมัด!

ที่เหลือให้เห็นคือบรรยากาศดอกซากุระที่ร่วงปลิวๆ อยู่เลียดพื้น

นี่คือภาพที่คิด เพจนี้อัพขึ้นเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2018 ภาพจาก Seeandbeseen
ภาพที่เห็น
กระเช้าที่ปีนขึ้นยอกเขา เหลือซากุระให้เห็นหลอมแหลม

คนไทยที่มาเฟลด้วยกันที่นี่ก็มี ก็หลายๆ เพจมันหลอกนี่หว่า โถ่ อย่างน้อยก็มีคนร่วมโดนหลอกมาเที่ยวด้วยกัน จุดพีคของที่นี่คือ อุโมงค์ซากุระที่กระเช้าจะเคลื่อนผ่าน ทานุจังมันใช้ความพยายามเรื่องการถ่ายภาพถ่ายมุมที่ซากุระฟูลที่สุดแล้วอัพโหลดลงโซเชียลแก้แค้น เพื่อหลอกคนที่ยังมาไม่ถึงอีกที ฮา

“มิยะงิ” แม่น้ำชิโรอิชิ Shiroishigawa Ugan Riverside Park
白石川堤 一目千本桜 (เมืองโองะวะระ)

เมื่อถึงยอดเขา เราไหว้เจ้าแม่กวนอิม เดินวนหนึ่งรอบ ยืนดูต้นซากุระข้างแม่น้ำทั้งพันต้นที่เหลือแต่กิ่งก้านโล้นๆ  จากมุมสูง กลืนความรู้สึกเสียเซลฟ์ลงคอ แล้วกลับมานั่งกินดังโงะชืดๆ เหนียวๆ พร้อมจิบชาร้อน เราไม่หิว ค่อนข้างเหนื่อยเสียด้วยซ้ำ ปล่อยทานุจังกินดังโงะหมด 4 ไม้ให้หายแค้น

โถ! มาวันแรกก็ปวดใจ

ตอนถัดไป ♫ เบนโตะกิวตัน หรือลิ้นวัวย่าง ของดีประจำเมืองเซนได

ภาพจาก
miyagidmoth

🌸 “มิยะงิ” แม่น้ำชิโรอิชิ Shiroishigawa Ugan Riverside Park 白石川堤 一目千本桜 (เมืองโองะวะระ) l ซากุระริมแม่น้ำ

จริงๆ แล้วที่นี่ไปครั้งหนึ่งได้ถึงสองงาน คือ เทศกาลชมซากุระแห่งโองะวะระ และชิบาตะ สองเมืองนี้อยู่ติดกันค่ะ ฮอตฮิตในเรื่องความงดงามของดอกซากุระที่พร้อมใจกันเบ่งบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ซากุระริมแม่น้ำชิโรอิชิโดดเด่นด้วยพันธุ์โซเม-โยชิโนะที่มี 5 กลีบตามแบบฉบับดั้งเดิมของดอกซากุระที่เรารู้จักกัน สีชมพูอ่อน สีเกือบขาว ดอกเยอะๆ ฟูๆ เต็มต้น บานสะพรั่งงดงามอยู่ริมแม่น้ำชิโรอิชิ (Shiroishi River) ทั้งหมด 1,200 ต้น ยาวเรียงกันเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร บริจาคโดย Mr. Kaijiro Takayama ในปีค.ศ. 1923 และค.ศ. 1927 มีฉากหลังเป็นเทือกเขาซะโอที่ยังมีหิมะหลงเหลืออยู่

จุดที่แนะนำเป็นพิเศษก็คือ เส้นทางจากสถานีโองะวะระ (Ogawara Station) บนรถไฟสาย JR Tohoku Main Line ไปจนถึงสถานีฟุนะโอกะ (Funaoka Station) เป็นระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีบริการล่องเรือชมวิวซากุระที่สะท้อนบนผืนน้ำชิโรอิชิ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

เวลาทำการ: 10:00 – 16:00 น.
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 1,500 เยน
เด็ก (อายุต่ำกว่า 12 ปี) 800 เยน

การเดินทาง: จากเซนได นั่งรถไฟสาย Tohoku มาลงที่สถานี Funaoka หรือลงที่สถานี Ogawara โดยริมแม่น้ำจะอยู่ระหว่างสองสถานี
https://goo.gl/maps/uJqJSFqpi822

ภาพจาก
miyagidmoth


🌸 “มิยะงิ” สวนสาธารณะซากปราสาทฟุนาโอกะ Funaoka Castle Ruins Park – 船岡城址公園 (เมืองชิบาตะ) l ซากุระในสวนบนเขา

ด้านบนสุดของสวนสาธารณะซากปราสาทฟุนาโอกะ สามารถมองเห็นวิวซากุระได้แบบพาโนราม่าจากมุมสูง เรียกง่ายๆ รวมๆ ว่า ฮิโตเมะเซนบง ฮาาา มันง่ายไงวะ ช่วยกันจำหน่อยแล้วกันนะ คำว่า ฮิโตเมะ 一目 แปลว่า หนึ่งตา 千本 แปลว่า พันต้น รวมคือ 一目千本桜 “ฮิโตเมะ เซ็มบง ซากุระ (Hitomesenbon zakura)” เพียงแค่กวาดตาครั้งหนึ่ง เราจะเห็นความสวยงามของซากุระถึงพันต้น สวยมากกกก และยังสามารถขึ้นไปสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิมได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีบริการนั่งรถกระเช้า หรือ Slope car ระยะทางประมาณ 300 ม. ขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาด้วย คล้ายๆ การลอดผ่านอุโมงค์ซากุระเลยก็ว่าได้

เวลาทำการ: 10:00 – 15:00 น.
ค่าตั๋ว: ผู้ใหญ่ 500 เยน
เด็ก 300 เยน

การเดินทาง: จากเซนได นั่งรถไฟสาย Tohoku มาลงที่สถานี Funaoka แล้วเดินต่อมาที่สวนสาธารณะระยะทางประมาณ 1 กม.
https://goo.gl/maps/nJoJ9eSZAyN2

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply