Diary, Tohoku, Travel

ซิ่งแท็กซี่กว่าหมื่นเยนไป Tsuruga-jo เมือง Aizu-Wakamastu ซากุระจะสวยงดงามคุ้มค่าเสียหายหรือไม่ ไปดูกัน!

สวยยยยยยย น้องซากุระ น่ารัก สังเกตุว่ามีใบเขียวขึ้นแซมแล้วนะ ถ้าน้องโดนฝนนี่ร่วง พร้อมน้ำตาคนที่มาเยือนเลย ฮือ

ทริปซากุระในปี 2018 เกิดขึ้นแบบกระทันหันก่อนเวลาเดินทางเพียงแค่ 3 เดือนกว่า แต่เวลาเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเตรียมตัววางแผนวิ่งล่าซากุระฟูลบลูมทั่วโทโฮคุบนเส้นทางชินคันเซน Tohoku ระหว่าง 13 – 21 เม.ย. 2018 พร้อมกับพาสรถไฟ JR EAST PASS (Tohoku area) 

ภารกิจตามล่าซากุระที่ฟุกุชิม่า ♫ วันที่ 15/04

การตัดสินใจนั่งแท็กซี่จากแม่น้ำคันนนจิไปปราสาทซึรุกะกลายเป็นความประทับใจอันดับหนึ่งต่อทานุจังเลยทีเดียว

เส้นทางที่พี่แท็กซี่พาเราไปจาก Kannonji –> Tsuruga-Jo

เพราะพอใกล้ถึงที่หมาย เราเตรียมจะควักตังก์กองกลางออก 1 หมื่นเยนที่ต้องจ่ายให้กับระยะทาง 28.5 กิโลเมตร ทานุจังกลับบอกว่า “ไม่ต้อง” พีค!

“ก็นี่เป็นการตัดสินใจของเราเอง เราออกเอง คิดซะว่า เอาค่าชินคันเซนที่จะออกให้เพื่อนเราไปฟุนาโอกะครั้งนั้นมาจ่ายค่าแท็กซี่ละกัน”

โอ้ยยย ปลื้มมากก คนอะไรใจป๋าขนาดนี้ แม้ในใจจะรู้สึกว่าว้าวไปแล้ว แต่ก็ยังเกรงใจยืนยันจะใช้กองกลางดีกว่า แต่มันก็ยืนยันปฏิเสธท่าเดียว

โอเค และมันก็คุ้มค่ามากจริงๆ ที่มาถึงเร็วกว่ากำหนดเกือบ 4 ชมได้!

ทางเข้า “ปราสาทซึรุกะ-Tsuruga-jō” (鶴ヶ城) มีวี่แววว่า วันนี้จะเป็นวันของเราสองคน ดอกซากุระที่ยังไม่ช้ำน้ำฝน และอยู่รอบทางเข้ากำแพงปราสาทกำลังโบกมือต้อนรับเราสองคนรวมถึงลุงคนขับรถด้วย ลุงพูดด้วยความยินดีกับเราทั้งสองคนว่า

“ซากุระกำลังฟูลบลูมสวยเลยนะครับ”

“ครับ สวยมากกกกก”

เห็นได้ชัดว่าทานุจังกำลังสะกดใจเอาไว้ แต่พอยิ่งเข้าใกล้ใจกลางดงซากุระเท่าไหร่ ท่าทางมันก็จะยิ่งสะกดใจไว้ไม่อยู่ อยากจะออกไประเบิดพลังนอกรถใจจะขาดแล้ว มันเลยมาเขย่าตัวเราให้มีสติพร้อมการมาเยือนดินแดน ไอสึ วากามัตสึ แดนซามุไรกลุ่มสุดท้ายในครั้งนี้

ก่อนถึงที่หมายขอเล่าก่อนว่า อะไรทำให้คนญี่ปุ่นเองยังมาที่นี่หน่อยดีกว่า

ไอสึ-วากามัตสึ Aizu-wakamatsu – 会津若松市

ตั้งอยู่ในจังหวัดฟุกุชิม่า ได้รางวัลในด้านสาเก และขนบประเพณีแบบซามุไรดั้งเดิม แม้ว่าจะหมดยุคระบบศักดินาไปแล้ว แต่ขุนนางไอสึก็ยังสวามิภักดิ์ต่อโชกุน

แถมเมืองนี้เมื่อปี 1868 ยังเป็นสนามรบในสงครามกลางเมืองช่วงการปฏิวัติญี่ปุ่น (สงครามโบชิน Boshin) และเหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ปราสาทซึรุกะถูกทำลายโดยรัฐบาลสมัยเมจิในปี ค.ศ.1874 (ครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1384) แต่ภายหลังก็มีการสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1965 โดยยังคงไว้ซึ่งรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่สวยงามแบบดั้งเดิม

สำหรับชาวเมืองไอสึ-วากามัตสึ ปราสาทนกกระเรียนหรือ ซึรุกะโจวเป็นมากกว่าปราสาท กับเสน่ห์ของร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ผสมผสานกับตำนานความกล้าหาญของเหล่าซามูไรกลุ่มสุดท้ายแห่งญี่ปุ่น พูดแล้วเลือดซามุไรในตัวเดือดเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องราวที่เป็นตำนานแล้ว ไอสึ วากามัตสึยังห้อมล้อมไปด้วยขุนเขานั่นคือ ภูเขาบันได (Mount Bandai) ซึ่งเป็นแลนมาร์กของภูมิภาคโทโฮคุ มีกิจกรรมที่มีชื่อเสียงคือปีนเขา และสกี

15:00 น. “ฟุกุชิม่า” ปราสาทสึรุกะ Tsuruga-jō-鶴ヶ城 (เมืองไอสึ-วากามัตสึ)

The Perfect Combination : Castle & Sakura

กลับมาที่ซากุระ สำหรับเราคือความงามตระการตาธรรมชาติสร้างสรรค์มาก ดอกซากุระ 5 กลีบน่ารักปลิวร่วงจากต้นทุกครั้งที่มีลมพัดผ่าน

และไอลมหนาวนี่แหละที่ทำให้ร่างเราค่อยๆ เย็นจนแข็ง

อันที่จริง เราสองคนป่วยนิดหน่อยตั้งแต่ก่อนเดินทางมา เนื่องจากสองคนซ่าไปเดินงานสัปดาห์หนังสือที่คนเยอะ และน่าจะแออัดรับเชื้อโรคมา หลังจากกลับจากงาน เราก็รายงานกันตลอดว่า พร้อมไหม และต่างคนต่างสารภาพว่า เหมือนจะป่วย มีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ และอ่อนเพลีย โดยเฉพาะทานุจังที่ไอจริงจังตลอดคืน  แต่พอมันมาเห็นซากุระเท่านั้นแหละ ร่างกายมันฟื้นเหมือนได้รับพลังวิเศษ

นี่เพิ่งจะวันที่ 3 ที่มาเยือนแดนซากุระ และเป็นเพียงที่แรกที่เห็นความฟูลบลูม

“เราจะมาตายตั้งแต่เริ่มต้นทริปไม่ได้!” เราบอกตัวเอง

เราต้องรักษาร่างให้แข็งแรงร่าเริงยาวตลอดทริป

ฉันเลยทำตัวเหมือน Homeless แอบหาที่เงียบๆ นั่งหันหลังให้ซากุระบริเวณลานจอดรถ หาไออุ่นจากรถที่เพิ่งดับเครื่อง และนำข้าวกล่องที่ซื้อมาตั้งแต่เช้ามานั่งกินเตรียมแรงไว้เพียงลำพัง ข้าวเย็นเจี๊ยบ แต่รสชาติมีทบอลไม่ชืดลงเลย นึกครึ้มใจว่า เราก็สามารถมีความสุขกับข้าวกล่องง่ายๆ จากร้านที่โมริชิตะในแดนซากุระนี้  

ทางด้านทานุจัง จิตใจมันกำลังร้อนลุ่ม เดินวนไปวนมารอบๆ ปราสาทสำรวจทิศทาง และกลับมาบอกเราว่า

“โหหห ตรงนั้นสวยมาก นายรีบไปถ่ายรูปกัน” แววตาเป็นประกายใสด้วยความตื่นเต้น

เรารีบยัดข้าวเข้าปากคำใหญ่ๆ แล้วซื้อชาเขียวร้อนจากตู้กดหน้าห้องน้ำมาซด

พอเดินมาถึงสะพานหน้าปราสาทเท่านั้นแหละ จิตใจมันก็กระเด้งกระดอน เห้ยยยยย นี่เราได้เห็นซากุระกับปราสาทครั้งแรกในชีวิตแล้ว

อีกมุมๆ อยากให้ฟ้าสดใสกว่านี้ แต่แค่ไม่มีฝนก็แฮปปี้แล้ว

สองสิ่งนี้มันคอนทราสมาก ด้วยปราสาทคือความยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง ในขณะที่กลีบซากุระแค่โดนลมพัดระลอกหนึ่ง ก็ปลิวหายร่วงกับพื้น มันบอบบางและสวยงามมาก เมื่อมันมาอยู่คู่กัน มันบอกไม่ถูก ซากุระดูสวยสง่าขึ้นกว่าเดิม ส่วนปราสาทก็ดูอ่อนโยนเป็นมิตรมากกว่าเดิมเช่นกัน
รวมๆ แล้วคือ Perfect Combination น่ารัก 🙂

เอ็นดู

งานนี้เราก็ได้ตากล้องส่วนตัว เดินไม่ถึง 5 ก้าว เอ้า หยุดแช๊ะ ก็มันสวยไปซะทุกมุมเลยนี่นา

คนมาชมซากุระค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดรุงรัง และส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่นด้วย เราจึงเอนจอยกับบรรยากาศรอบตัวมาก บ้างก็กระเตงลูกมาชมซากุระแรกของปี บ้างก็จูงน้องหมามากันเป็นครอบครัว เราเป็นคนที่ทนเห็นน้องหมาไม่ได้เลย ต้องเข้าไปหยอกล้อกับมันแบบอัตโนมัติ เอ็นดูมากกกก ลืมความหนาวไปเลย

ระหว่างที่กำลังตื่นตาตื่นใจถ่ายรูปกันสนุก ลมก็พัดหอบเอาดอกซากุระกะจิดริดปลิวเป็นระลอก และก็มีกลีบหนึ่งปลิวมาแปะบนหัวเรา

“นายๆ มีซากุระบนหัวนาย เห้ยๆ เท่ดีว่ะ เดี๋ยวเราถ่ายรูปให้ ได้ฟีลดี”

โอ้ยยยยย พีคคคค ความรู้สึกที่ตื่นเต้นมันยิ่งทวีคูณ มันน่ารักและบอบบางมาก ดอกซากุระสีขาวที่มีใจกลางเป็นสีชมพู

“เราว่า ถ้าซากุระมันปลิวมาอีกเราจะเอาปากงับ กินแม่งเลย จะได้ช่วยเพิ่มพลัง”

เอาที่เมิงสบายใจเหอะ คนพีค ฮา ในใจคิด

แต่เราว่า มันตลกดีนะที่เราสองคนพีคเว่อราวกับคนบ้า ถ้าไม่ได้มากับคนคลั่งใคล้นิฮง คงไม่ได้รู้สึกสนุกขนาดนี้

คนเรามันจิตใจพองโต เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่เราปรารถนามานานสำเร็จในที่สุด แต่จะดียิ่งกว่า ถ้าได้มีคนมาแชร์ความรู้สึกนั้นด้วยกัน

น้องๆ ทีมนี้เมาท์มอยหอยสังข์กันชิลๆ

ระหว่างนั้นเราก็มองไปรอบตัว ความน่ารักของการโอะฮานามิคืออะไร มันคือการที่คนนั่งล้อมวงปิกนิก กินดื่ม เล่นเกมส์กันในกลุ่ม เมาท์ไปหัวเราะไปถึงเรื่องความหลัง แต่ละคนก็เมากันเบาๆ มันน่ารักและอบอวลไปด้วยความสุข

แต่ความสุขมักอยู่กับเราไม่นาน ฟ้าครึ้มๆ มาแล้ว ฝนกำลังจะมา เราเดินขึ้นๆ ลงๆ บนกำแพงปราสาท เดินตามทานุจังที่คึกขั้นสุดไปทุกที่เหมือนลูกเป็ดที่เดินตามแม่เลยในเวลานั้น เพราะเราหนาวววววววว

“นาย เราไม่ไหวแล้วว่ะ หาที่นั่งอุ่นๆ แปบดิ”

“งั้นนายเอาเสื้อกันหนาวเราใส่ทับไปอีกชั้น เราไม่เป็นไร แต่ถ้านายไม่สบายนี่เรื่องใหญ่ สวมทับโค้ทนายไปเลย”

จุดนั้นเราหนาวจนจะตายอยู่แล้ว แต่ยังทำหยิ่งบอกว่า ไม่ต้องๆ นายไปหาที่อุ่นๆ ให้เราพอ ขณะที่เราพูดอยู่นั้น มันถอดเสื้อขนเป็ดมันยื่นมาให้เราแล้ว ซึ้งใจมาก ฮืออ

พอได้เสื้อเพิ่มอีกชั้น ก็มีชีวิตชีวาขึ้น เราเลยไปซื้อ Miso Dengaku (味噌田楽) : บุกราดมิโสะ มากินคนละไม้ ขณะนั้นเชื่อไหมว่า ทานุจังมันใส่เสื้อยืดตัวเดียวเดินไปเดินมา พีคคคค เรานับถือจิตใจที่ต้องกว้างเบอร์ไหน ถึงยอมสละเสื้อให้ แต่ถ้าลงเรือลำเดียวกันแล้ว มันคงต้องยอมแหละ ฮือออ ซึ้งอีก

หลบฝนๆ จิบมัทฉะ

จากนั้นเราสองคนก็เข้าไปหลบลมฝนที่พัดมาอย่างไวในเรือนน้ำชารินคะคุ (Rinkaku Tea House) ที่มีสวนหย่อมเล็กๆ ตัวเรือนชาหลังนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดพิธีชงชาในสมัยก่อน ตอนที่เราเข้าไปยังไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ถือว่าคุ้มค่าที่เข้ามา ตอนนั้นบรรยากาศเป็นอย่างไรเราไม่ได้รับรู้ รู้ว่าอุ่นขึ้นมาก กูรอดตาย!

ระหว่างที่เรานั่งผ่อนคลายในห้องที่มีฮีทเตอร์อยู่นั้น เราก็คิดบ่นในใจ ก่อนมาเราก็จินตนาการไม่ออกว่า มันจะหนาวได้ขนาดนี้ … จริงๆ มันเข้าฤดูไม่ไม้ผลิแล้วควรจะเริ่มอุ่นนี่นา ก่อนหน้าที่จะมาก็เช็คตลอดว่ากี่องศา  ฮือออ

นั่งจนกระทั่งคนเริ่มหลบเข้ามาอยู่ด้วยกันเยอะขึ้น เราจึงเริ่มหายตื่นกลัวจากความหนาว แล้วจึงเริ่มรับรู้รสชาติของชาเขียวมัจฉะที่สั่งมา เห้ย หอม อร่อยมาก โอยยยย รอดตายแล้วยังแถมได้ดื่มมัจฉะดีๆ อีก ฮือออ

น่ารัก
กิ่งก้านซากุระโคตรเท่

หลังจากนั้นฟ้าก็อึมครึมตลอด เราก็เริ่มเคลื่อนตัวพร้อมกลับ โบกมือลาปราสาทละมุน แต่มีคนอาลัยอาวร … ทานุจังอยากจะขอไปถ่ายรูปจากบนกำแพงปราสาทอีกรอบ เพื่อให้เห็นทั้งดอกซากุระ และยอดปราสาท เราเล็งตำแหน่งที่เห็นมุมสวยของปราสาท และพบว่า คิวก่อนหน้าเราเป็นคู่รัก

ตำแหน่งนั้น จริงๆ ไม่มีการจัดคิวหรอก แต่คนญี่ปุ่นเป็นระเบียบมากๆ หากว่าเขาต้องการจะถ่ายรูปมุมเดียวกับเรา เขาจะอดทนรอ รอจนกว่าเราจะพอใจกับรูปของเรา จะโพสท์ท่ากี่ท่า หรือจะกี่ร้อยรูปวิว เพื่อไม่เข้าไปแทรกในเฟรมคนอื่น เขาก็รอ เราสองคนจึงทำตาม

มุมนี้สวยตระการตา อ่าาาา

จากนั้นก็ไปถ่ายรูปนอกปราสาท ตรงนั้นจะมีสะพานสีแดงตัดกับความละมุนของซากุระ ให้ฟีลลิ่งว่ามาญี่ปุ่นจริงๆ  

ความประทับใจที่สึรุกะโจวสำหรับเราคือ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของทัวริสท์ แต่เป็นที่ของโลคอลลิสต์ เรามาเรียนรู้ความละมุนของซากุระ และวัฒนธรรมการชมซากุระของคนญี่ปุ่นที่นี่ คุ้มค่าการเดินทางอันแสนยาวนานจากสถานีอุเอโนะมาที่สถานี JR Aizu-Wakamatsu ที่ใช้เวลา 2.40 ชม.

โอ้ยยยยยย ฟู หัวใจพองโต

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาก็จะกำเงินมาก้อนหนึ่งแล้วแวะนอนพักแช่ออนเซนในเรียวกังหรูละแวกนี้ หากไม่ใช่ตามนั้น (นั่นหมายรวมถึงเราด้วย) ก็คงจะกระหืดกระหอบนั่งชินคันเซน ต่อรถไฟ และรอต่อรถบัสมา และแน่นอนว่าถ้าใครที่ได้มาเห็นความสวยงามของซากุระที่ฟูเต็มต้นเท่าวันนี้ จะต้องติดลมแน่ๆ

เมื่อเรานั่งบัสจากหน้าปราสาทกลับไปถึงสถานี Aizu-Wakamastu อีกครั้ง เราไม่อยากให้ทุกคนพลาดถ่ายรูปกับ น้องวัวแดง หรือ Akabeko สัตว์ในตำนานของฟุกุชิมะ ที่เป็นทั้งของเล่นและเครื่องรางปกป้องเด็กๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีให้เลือกซื้อเป็นของที่ระลึกในรูปแบบดั้งเดิมคือจะเป็นวัวเปเปอร์มาเช่สีแดงลงแลกเกอร์ ส่วนหัวยึดไว้กับส่วนลำตัวกลวงด้วยเส้นเอ็นเพื่อให้ขยับได้

ขอเล่าเรื่องจังหวัดฟุกุชิม่าสั้นๆ ครั้งล่าสุดที่มาตะลุยโทโฮคุเมื่อปลายเดือนกันยายน 2017 เราหาที่พักในตัวเมืองฟุกุชิม่า โดยไม่ได้รู้เลยว่าจังหวัดนี้มีของดีอยู่มากมาย ฟุกุชิม่าเป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของโทโฮคุ มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น รองจาก ฮอกไกโดและ อิวาเตะ และเมื่อปี 2012 13% ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดถูกตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

แล้วถ้าถามว่าคนที่นี่เขาทำอาชีพอะไรกัน อย่างที่รู้กันว่า ญี่ปุ่นเป็นเกาะ ดังนั้น จังหวัดส่วนใหญ่จึงติดกับทะเล รวมถึงฟุกุชิม่าด้วย ที่ทำอาชีพประมงเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ที่เคยระเบิดไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 เนื่องจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ อยู่ที่จังหวัดมิยางิ และความไหวแผ่กระจายไปหลายจังหวัดรวมถึงทำให้เกิดสึนามิที่ปะทะชายฝั่งด้านตะวันออกทำให้เตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิได้รับความเสียหาย จนสารกัมมันตรังสีปริมาณมหาศาลรั่วไหลออกมา ซึ่งนับเป็นภัยพิบัติด้านนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดรองจากภัยพิบัติเชอร์โนบิลเมื่อปี 1986

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2018 กรีนพีซ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่งเปิดเผยผลการสำรวจว่าสารกัมมันตรังสีจะยังคงปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ห้ามเข้าต่อไปอย่างน้อยถึงปี 2050 หรืออาจอยู่ต่อไปถึงศตวรรษที่ 22

นอกจากจะเป็นชาวเลกันแล้ว ยังเด่นในเรื่องเกษตรกรรมด้วย ด้วยอุณหภูมิที่ฟุกุชิม่าทำให้มีการปลูกผลไม้ได้ทั้งปี ข้อมูลเมื่อปี 2011 บอกว่า ฟุกุชิม่ามีการผลิตลูกพีชญี่ปุ่นได้ถึง 20.6% อู้วววว ของโปรดดด

เมื่อเราไปถึงสถานี Koriyama ตอนราวๆ 2 ทุ่ม เลยรีบไปจองชินคันเซ็นที่จะออกรอบ 20:14 ถึงเซนได 20:48 ระหว่างต่อคิวรวมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มีเรื่องขำๆ เกิดขึ้น เมื่อเราแอบฟังพี่คิวก่อนหน้าคุยกับเจ้าหน้าที่ เขาจะไปที่ ฮิโรชิม่าาาา ฮาาาาา พีคคคคคค คุณพี่จะนั่งชินคันเซนยาวๆ ลำพังจากฟุกุชิม่าไปฮิโรชิม่าเลยเหรอคะ

เราแอบมาเช็คว่าจริงๆ แล้วใช้ระยะเวลาในการเดินทางเท่าไหร่

คริคริ แอบฟัง แอบเมาท์

โอ้วมายก้อด ถ้าเดินทางเวลานี้ ก็ไปถึง 8 โมงเช้าของอีกวันเลยจ้าาาา นี้ขนาดชินคันเซนนะจ๊ะ พีคคคคคคค เราว่า ขอให้การเดินทางเราไม่ต้องเจอเรื่องพีคๆ อย่างนี้ด้วยตัวเองก็ดีนะ ฟิ้วววว

เราสองคนแอบฟัง และแอบหัวเราะคิกคักในความพีคของพี่เขาล่ะ พอถึงคิวเรา เราก็จองชินคันเซนยิงยาวไปขึ้นไปเซนได คืนนี้เราจะได้นอนเซนไดแล้วจ้า เย่ๆๆ

ตอนถัดไป ยามากาตะ ♫ เกิดมาคุ้มแล้ว! ได้นั่งโอะฮานามิกินยากิโซบะประหนึ่งเป็นชาวเมืองยามากาตะที่สวนคาโจ

“ฟุกุชิม่า” ปราสาทสึรุกะ Tsuruga-jō-鶴ヶ城 (เมืองไอสึ-วากามัตสึ)  l ซากุระข้างปราสาท

การเดินทาง : จากสถานี จากสถานี JR Koriyama จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Banetsu Saisen แล้วลงที่สถานี JR Aizu-wakamatsu ต่อรถบัส 15 นาที ลงป้าย Tsurugajo-kitaguchi
https://goo.gl/maps/XJG8TZjop3A2

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply