Diary, Tohoku, Travel

ซากุระที่คันนนจิ-Kannonji River ประหนึ่งภาพวาดสีน้ำมันที่ยังวาดไม่เสร็จ

ทริปซากุระในปี 2018 เกิดขึ้นแบบกระทันหันก่อนเวลาเดินทางเพียงแค่ 3 เดือนกว่า แต่เวลาเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเตรียมตัววางแผนวิ่งล่าซากุระฟูลบลูมทั่วโทโฮคุบนเส้นทางชินคันเซน Tohoku ระหว่าง 13 – 21 เม.ย. 2018 พร้อมกับพาสรถไฟ JR EAST PASS (Tohoku area)

ภารกิจตามล่าซากุระที่ฟุกุชิม่า ♫ วันที่ 15/04

หลังจากที่เฟลไม่ได้ชมซากุระที่เมืองเซนได วันนี้เป็นวันที่มีเรื่องราวเหนือความคาดหมายเยอะ

ทานุจัง ในทริปนี้มันชอบบอกว่าเราเป็นประเภท Beyond expectation อาจจะในทางที่เราเป็นคนเยอะ และขี้งอแง

แต่ตัวมันเองก็ไม่แพ้กัน คือเอาแต่ใจ ตัดสินใจปุบปับ แล้วลงมือทำเลย

นิสัยเสียของทั้งคู่จึงเป็นที่มาของวันนี้

เราสองคนหอบหิ้วกระเป๋าลากใบโตออกจากโตเกียวหลังจากที่เมื่อวานพักจากการล่าซากุระไปตะลอนตลาดปลาสึคิจิ และย้อนยุคใส่ยูกะตะในเมืองคาวาโกเอะ ส่วนทานุจังที่ไปด้วยกันก็ใช้ความคิดหลุดลอยไปอยู่ในโลกของตัวเอง และรื้อแผนการเดินทางที่เราแพลนมาตลอด 2 เดือนซะยับเลย!

ขณะที่เดินลากกระเป๋าทุลักทุเล เราก็ยังไม่วายแวะซื้อข้าวกล่องร้านข้างที่พักสถานีโมริชิตะร้านประจำก่อนขึ้นซับเวย์ไปที่อุเอโนะ

11:19 Koriyama Station

วันนี้เราจะเดินทางขึ้นชินคันเซนใช้เวลา 1.15 ชม. ไปสถานีโคริยามะ-Koriyama จังหวัดฟุกุชิมะ เพื่อฝากกระเป๋าที่ตู้ล็อกเกอร์ และขึ้นรถไฟ JR แบบกระฉึกกระฉักสาย Ban-Etsusai Line ต่อไปที่สถานี Kawageta ที่ตั้งของสถานที่ชมซากุระชื่อ “คันนนจิ-Kannonji river” (觀音寺川) ที่ทานุจังแอบไปสืบหามาจากเพจ We love Fukushima เมื่อวาน สถานที่เป็นลำธาร ที่มีซากุระสองข้างทาง สวยมาก ก ไก่ล้านตัว

สถานี Kawageta ที่ไร้ผู้คน ไม่มีไรที่บ่งบอกว่าที่นี่ปูทางไปหาภาพวาดสีน้ำมันยุค Impressionism เลย

แต่เราก็ยังแอบหวั่นใจเรื่องการเดินทางไปสถานีคาวาเกตะซึ่งเป็นสถานีตรงกลางระหว่างโคริยามะ (Koriyama) กับไอสึ คาวามัตสึ (Aizu-Wakamatsu) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “ซึรุกะโจ-Tsurugajō” (鶴ヶ城)  จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของพวกเราในวันนี้ และแม้จะใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาทีจากสถานีโคริยามะถึงสถานีคาวาเกตะ แต่แค่ได้ยินชื่อก็ขนลุกแล้ว ที่นี่เป็นเมืองในหุบเขา หนาว และหากลองดูตารางรถไฟที่ 3 ชม. มาขบวนหนึ่งก็แทบจะบ้าแล้ว

รถไฟ 3 ชม. คัน ร้องไห้!

อย่างไรก็ตาม เราก็ยอมรับเลยว่าการนั่งรถไฟเส้นทางนี้ คือความเพลิดเพลินที่สุดอย่างหนึ่งของทริปนี้ นั่งกินเบนโตะไป ดูวิวต้นซากุระและเส้นทางที่รถไฟพาลัดเลาะเลียบแม่น้ำ และภูเขาไป

ขอพูดถึงห้องน้ำบนรถไฟกระฉึกกระฉักหน่อยดีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราศึกษามาอย่างละเอียด ขึ้นรถเมื่อไหร่ รู้เรื่อง ฮาาา มันค่อนข้างต่างกันกับห้องน้ำบนชินคันเซนนะ สาย Ban-Etsusai นี้ห้องน้ำมีทั้งแบบแคบ และแบบกว้าง เราเลือกเข้าแบบกว้างซึ่งเป็นห้องน้ำคนพิการ หากมีคนเข้าอยู่จะมีสัญญานไฟสีแดงให้คนข้างนอกทราบ ซึ่งคนเข้าทำธุระจะต้องทำสองขั้นตอนคือ กดปุ่มปิดประตูแล้วจะต้องกดปุ่มล็อกประตูด้วย ไม่งั้นสัญญานสีแดงจะไม่ขึ้นที่หน้าประตู ส่วนเรื่องทำธุระล่ะก็ เหมือนกันทุกที่ ในขบวนนี้ทั้งขบวนจะมีห้องน้ำคนพิการแค่ห้องเดียว ครั้งแรกที่เราเข้า เราเพียงแค่กดปุ่มปิดประตูเท่านั้น ไม่ได้ล็อกจ้าาา จนกระทั่งทำธุระเสร็จแล้วก็เพิ่งจะมารู้นี้แหละว่า เราไม่ล็อก! แม่เจ้า! เกิดมีใครกดเปิดขึ้นมานี่สะพรึงเลยนะ เพราะประตูเปิดกว้างมากกกก แล้วมันหันหน้าเข้าหาผู้โดยสารทั้งขบวนด้วย อ้าซ่าเลยแหละ

“ฟุกุชิม่า” แม่น้ำคันนนจิ Kannonji river sakura-観音寺川

ภาพวาดในหัว

กลับมาที่คันนนจิ เพียงแค่จินตนาการภาพธารน้ำคันนนจิขนาดเล็กที่มีต้นซากุระขนาดใหญ่ออกดอกฟูเต็มที่ทั้งสองฝั่งลำธารเรียงรายเป็นระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร กลายเป็นภาพอุโมงค์ซากุระเหนือธารน้ำ พร้อมบรรยากาศที่เงียบสงบของเมืองชนบทเล็กๆ ของญี่ปุ่น ฟีลนี้เราไม่ค่อยจะได้เห็นถ้าไม่ได้มาอยู่ญี่ปุ่นบ้านนอกๆ อย่างฟุกุชิม่า เราก็ฟินแล้วค่ะ ยิ่งช่วงเวลากลางคืนจะมีการเปิดไฟส่องสว่างไปที่ต้นซากุระหรือที่เรียกว่า Light-up ด้วย โอ้ยยย แสนจะโรแมนติก เหมือนภาพวาดสีน้ำมันยุค Impressionism นึกไปนู่นแหนะ

การเดินทาง : จาก Tokyo นั่งชินคันเซนมาลงสถานี Koriyama จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ JR Banetsu Saisen ไปลงสถานี Kawageta จุดชมซากุระ Kannonji river อยู่ห่างจากสถานี Kawageta เพียง 700 เมตร
Full Bloom : 22-24 Apr 2018
https://goo.gl/maps/A2v9dhSwhMn

ภาพของจริง ต้นโล้น

แต่… สิ่งที่คิด กับสิ่งที่เป็น มักจะแตกต่างกัน!

ของจริงไม่แต่งภาพ เศร้า
ลองกลับตาจินตนาการว่าทั้งพวงนี้ซากุระจะฟูขึ้นมาสวยพร้อมกัน อ่า

เราไปถึงสถานีคาวาเกตะเที่ยง 20 นาที หนาวแทบจะบ้า ทั้งลมหนาว และความหนาวที่เราเกลียดที่สุด

และเมื่อเราเดินไปถึงบริเวณที่ชมซากุระ ดอกยังตูม ดูทรงว่าอีก 7-10 วันได้กว่าจะบานและฟูลบลูม WTF ที่เราคิดว่าจังหวัดเดียวกันความสูงจากน้ำทะเล และอุณหภูมิคงไม่ต่างกัน ดอกซากุระก็คงจะบานช่วงเวลาใกล้ๆ กันนี่เราคิดผิดเลย เดินหนาวถ่ายรูปอยู่เพียงแค่ 10 นาทีทานุจังก็บอกเดี๋ยวเราเดินทางไปต่อไปสึรุกะโจวกันต่อเลยดีกว่า แล้วจะให้ไปยังไงล่ะ ก็รถไฟรอบถัดไปกว่าจะมาก็อีก 3 ชั่วโมงนะ!

พอเราเดินสักพัก รู้สึกหนาวจนปวดกระดูก คิดว่าจะกลับรถไฟเที่ยวถัดไปทันที แต่ไม่มีไง กลุ้มใจ เราเลยเดินไปเข้าห้องน้ำที่มาตั้งชั่วคราวสำหรับอีเว้นท์ชมซากุระโดยเฉพาะ พอออกมาจากตู้ห้องน้ำ

“ปันจัง เราว่านะ เราขึ้นแท็กซี่ไปเลยดีกว่า
คุ้มกว่ามาหาเรื่องคุยระหว่างรอรถไฟ คุยจนรู้ชื่อพ่อแม่นายก็ยังไม่มา  
ถ้าไม่ถึงหมื่นเยนก็โอเคคุ้ม”

พอพูดออกมาอย่างนั้น เราก็อึ้ง หมื่นเยน! ทานุจังมันบ้า เรามากับคนบ้า

แต่คงปฏิเสธความคิดนี้ไม่ได้

หลังจากที่เราได้ทำเรื่องชั่วร้าย ให้เจ้าทานุมันพลาดไม่ได้เจอเพื่อนที่ตั้งใจว่าจะพากันไปดูซากุระร่วงๆ ที่ฟุนาโอกะ เราก็ต้องยอมรับกติกาใหม่แต่โดยดี “เดี๋ยวโทโฮคุ เราเป็นคนลีด” ทานุจังกล่าวไว้

แต่เราก็ยังไม่อยากให้เงินหมื่นเยนลอยหายไป เลยแยบถามไป
“หรือเราจะ Hitchhiking โบกรถมันซะเลยมะ”

เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเคยโบกรถในเมืองบ้านนอกของฟุกุโอกะ แต่ตอนนั้นในชุดคนสวนถอนวัชพืช ไม่เหมือนตอนนี้ที่อยู่ในคราบนักท่องเที่ยวโค้ทดำ กระโปรงแดง เว่อวังอลังการ ใจมันเลยไม่ได้ฮึกเหิมกล้าบ้าบิ่นอย่างครั้งนั้น พอรถผ่านมาเราก็ไม่เลยกล้าเรียก ซึ่งมันเป็นคันเดียวที่ผ่านมาจริงๆ เหลือช้อยส์สุดท้ายคือ เดินมุ่งหน้าไปยังบ้านที่มีลุงช่างยืนอยู่

เราช่วยสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบโง่ๆ กับลุง 2 คนว่า เราต้องการจะไป ไอสึวากามัตสึ ช่วยเรียกแท็กซี่มาที่นี่ให้ทีได้ไหม จะไปตอนนี้เลยค่ะ ลุงก็เข้าใจและช่วยโทรศัพท์เรียกแท็กซี่ให้ จากนั้นก็บอกให้เรารอ 10 นาทีในบ้านหลังนี้ก่อน

อันที่จริง บ้านที่ว่า ไม่ใช่บ้านพักอาศัย แต่เป็นคล้ายโรงเรียนสำหรับทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง แต่ระหว่างที่เรารอไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่เลย ในใจคิดว่า เอ่อ เรามาอยู่ที่ In the Middle of Nowhere ของแท้แน่นอนเลยจริงๆ

ตามที่ลุงบอก รอเพียง 10 นาที รถแท็กซี่ก็มา เยี่ยมมาก ยอมใจทานุจังจริงๆ

“เรามาถ่ายรูปที่ระลึกไว้หน่อยมะ” เจ้าทานุชี้ชวนระหว่างนั่งรถ  

พอถ่ายเสร็จ เราหลับเลย เหนื่อยหนักมาก เพลียกับการตัดสินใจปุบปับด้วย
ส่วนทานุจังยังคึกอยู่ จิตใจมันพองโต ต้องการจะไปเห็นซากุระฟลูบลูมใจจะขาดแล้ว มันไม่หลับเลย ชวนให้ดูข้างทางตลอด ซึ่งเราได้ผ่านทะเลสาบที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น “ทะเลสาบอินะวะชิโระ-Inawashiro Lake” (猪苗代湖)  โดยเราเพียงแค่เหลือบตามอง

ก่อนจะผ่านมันไปแบบไร้ค่า ขอให้ข้อมูลเล็กน้อยสำหรับนักท่องเที่ยวสายฮาร์ดคอร์ เพราะที่นี่ก็ไม่ใช่มาง่ายๆ อีกแล้ว

ภาพฤดูหนาว สวยเหมือนฝันจาก
AnotherSpaceJourney

“ฟุกุชิม่า” ทะเลสาบอินะวะชิโระ Inawashiro Lake-猪苗代湖

เป็นทางเข้าหลักสู่ “อุทยานแห่งชาติบันได อะซะฮี-Bandai Asahi National Park” (磐梯朝日国立公園) ทะเลสาบแห่งนี้ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ มีแร่ธาตุกรดเจือปนอยู่ จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ใต้น้ำได้ น้ำในทะเลสาบแห่งนี้จึงมีความใสจนได้รับฉายาว่า ทะเลสาบแห่งกระจกสวรรค์ หรือเทนเคียวโค (Tenkyoko) ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน จะมีบรรดาฝูงหงส์อพยพมาอาศัยกันอยู่มากมาย และกิจกรรมที่น่าสนใจคือ การล่องเรือชมวิวในทะเลสาบแห่งนี้

การเดินทาง : จาก Inawashiro Sta. ขึ้นรถบัสมาลงที่ Nagahama bus stop ใช้เวลา 15 นาที
https://goo.gl/maps/4LEYcrsiPYC2

แต่จะว่าไปแล้ว การที่เราเลือกมาเที่ยวกับทานุจังก็เพราะเหตุผลความกล้าคิดกล้าทำและตัดสินใจไวเพื่อที่จะได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้นี้นี่แหละ

นี่เป็นคุณสมบัติของคนกรุ้ปเลือดบี แล้วเชื่อไหมว่า คนญี่ปุ่นนี่เชื่อเรื่องกรุ้ปเลือกบอกลักษณะนิสัยกันมากถึงขั้นที่เมื่อรู้จักกันใหม่ๆ แล้วอยากรู้ว่าจะเข้ากันได้ไหม จะเริ่มจากการถามกรุ้ปเลือดกันเลย หรือแม้แต่การตัดสินใจเลือกคู่รัก! พีคเกินไป แต่สำหรับเรา เราพอใจกับคนกรุ้ปบีเพราะเมื่อตอนไปวูฟ น้องที่ชวนเราโบกรถเพื่อเข้าตัวเมืองไปกินราเมงตามใจเราก็มีเลือดบี เป็นกลุ่มที่โผงผาง กล้าได้กล้าเสียดี และมีคติประจำตัวว่า “Live each day as if it was your last” ชอบ! จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายภายหลัง

เพราะการไปเที่ยว เรามองว่า หากพลาดโอกาสที่อยู่ตรงหน้า เราอาจจะไม่ได้ย้อนกลับไปทำ ไปดู ไปกินอีกแล้วก็ได้ เช่น ถ้าทานุจังไม่ตัดสินใจเรียกแท็กซี่ และมัวแต่เสียดายตังก์ เราอาจมีเวลาน้อยมากที่จะได้ดูซากุระฟลูบลูมที่สึรุกะโจว หรือแม่แต้พลาดไปเลยก็ได้ ถ้าหากว่า อีก 3 ชม ข้างหน้าฝนตกหนักซากุระร่วงไปครึ่งต้น หรือ Worst case คือรถไฟขบวนที่เราจะขึ้นเกิดล่าช้าและไม่มา

ครั้งหนึ่งการท่องเที่ยวที่คิวชูเคยสอนเราไว้อย่างนั้น ต้องทำทุกอย่างเต็มที่ในตอนนี้นาทีนี้ โดยจะไม่รอไว้ทำวันพรุ่งนี้ เพราะเราจะเคยเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เราอดดูปราสาทคุมาโมโต้ ทั้งๆ ที่ที่พักอยู่ห่างไปเพียงไม่ถึง 5 กิโลเมตร และนอนพักที่นั่นถึง 5 คืน

แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังฝึกฝนจิตใจได้ไม่แกร่งพอที่จะยอมรับเหตุการณ์ตรงหน้า และกล้าเปลี่ยนแผน เพื่อเลือกช้อยส์ที่ดีกว่าในทันที เราเลยต้องมีตัวช่วยอย่างทานุจัง

และตลอดทั้งทริปนี้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นความประทับใจอันดับหนึ่งต่อทานุจังเลยทีเดียว

ตอนภัดไป ฟุกุชิม่า ♫ ซิ่งแท็กซี่กว่าหมื่นเยนไปปราสาทสึรุกะเมือง Aizu-Wakamastu ซากุระจะสวยงดงามคุ้มค่าเสียหายหรือไม่ ไปดูกัน!

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply