Movie review, Movies

【รีวิว】 ร้านอิซากายะแห่ง ‘โอซาก้า’ หนึ่งใน 9 ตอนของรายการ Street Food (Asia) 2019 ทาง Netflix

Street Food (Asia) 2019 สร้างโดยได้ทีมงานที่เคยทำสารคดีอาหารที่โด่งดังอย่าง ‘Chef’s Table’ และ ‘The Final Table’  ฉายทาง Netflix กำกับโดย David Gelb เจ้าพ่อผู้กำกับและผลิตหนังสารคดีเกี่ยวกับอาหารทั้งหมด เป็นที่รู้จักจากเรื่อง Jiro Dreams of Sushi (2011) ร่วมด้วยแขกรับเชิญทั้ง Brian McGinn, Andrew Fried และ Dane Lillegard ภาคเอเชียนี้มีทั้งหมด 9 ตอนย่อยแยกไปตามแต่ละประเทศที่มีร้านอาหารข้างทางที่โดดเด่นสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก หนึ่งในนั้นมีกรุงเทพฯ ร้านเจ๊ไฝรวมอยู่ด้วย โดยที่พิเศษคือ กรุงเทพฯ ได้ขึ้นเรื่องเปิด เรียกว่า ต้มยำกุ้งไทยที่ดังอยู่แล้ว ดังขึ้นอีกแน่นอน

สตรีท ฟู้ด ไม่ได้เป็นร้านอาหารมิชลินสตาร์บรรยากาศหรูสวยงามเหมือนหนังสารคดีที่เกลบ์เคยสร้างมาเรื่องอื่นๆ แต่เทคนิคการกำกับยังเนี๊ยบ ทันสมัยเหมือนเดิม บวกลีลาการถ่ายจังหวะสโลว์การทำอาหาร และการตัดต่อบทได้กระชับและแม่นยำ

ความยากของสตรีท ฟู้ดคือ การถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินของทั้งเมืองที่เชฟอาศัยอยู่ซึ่งเป็นเมืองฝั่งเอเชียที่สับสนวุ่นวาย มึนงง แต่อร่อย

สำหรับตอน ‘โอซาก้า’ เล่าถึงร้าน Izakaya Toyo, Osaka และเชฟโทโมะที่มีวัยเด็กที่ทรมาน ในวัยนั้นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีความสุขคือมื้อกลางวันที่โรงเรียนร่วมกับเพื่อนๆ แต่กิจกรรมนี้ก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ เหมือนเพื่อน เพราะพ่อติดเหล้าไม่มีเงินส่งค่าข้าวอีกต่อไป แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้มีชีวิตรอดมาได้คือความฝันและความหวัง มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่โอซาก้า เมืองแห่งอาหารการกิน

เพราะย้ายมาโอซาก้าตัวคนเดียว เขาจึงไม่มีครอบครัว ร้านอาหารที่เขาสร้างขึ้นมาจึงเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ และภาพจำของเรื่องคือชีวิตที่หักมุมของเขา การเก็บเงินจนได้ตามเป้าเพื่อเปิดร้าน แต่ในวันที่เก็บเงินจนครบกลับพบว่า พ่อเขาตาย และต้องใช้เงินจัดงานศพเกินครึ่งของที่เขาเก็บสะสมมาได้ เขาจึงใช้เงินส่วนที่เหลือมาสร้างร้านอิซากายะข้างถนน ชีวิตที่ดูเล่นตลกกลับสร้างมิติใหม่ของการกินอิซากายะราคาถูก และเป็นกันเอง กลายเป็นอิซากายะประเภท Self-service ที่ให้ลูกค้าดูแลตัวเอง เช่นล้างจานเอง หรือช่วยทำอะไรต่างๆ ระหว่างที่รออาหารเอง โดยเขาอาศัยการเอาตัวรอดและไม่ใส่ใจความคิดเห็นจากคนในสังคมไปได้

การสื่อสารของเรื่องสตรีทฟู้ด ตอนโอซาก้านี้ไม่ได้พูดถึงแค่ มากุโระรนไฟ หรือ อาหารทะเลสดๆ เท่านั้น แต่รวมถึง การสอดแทรกเรื่องขนบธรรมเนียมการกิน และแนวความคิดของชาวญี่ปุ่นที่ค่อนข้างเข้มงวดเข้าไปด้วย

เน้นไปที่เรื่องการกินอาหารข้างถนนที่มีเสน่ห์ของโอซาก้า เช่น ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ และยังมีแทรกเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจร้านจากรุ่นสู่รุ่นของอาหารของอีกสองร้าน เหมือนที่เดวิด เกลบ์เคยประสบความสำเร็จมาจากการตัดต่อบทเรื่องจิโระซูชิมาก่อนหน้านี้ โดยเล่าถึงการรักษาต้นตำรับเดิมเพื่อไม่ทำให้ลูกค้าประจำผิดหวัง และยังแสดงถึงการเคารพความตั้งใจดีต่อบรรพบุรุษ

และมีประโยคปิดน่าสะเทือนใจคือ “เขาจะตายในหน้าที่ จะทำงานจนล้มลงตาย” นั่นคือความตั้งใจของลุงเชฟยอดนักสู้แห่งโอซาก้า

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply