Movie review, Movies

【รีวิว】 Chihayafuru จิฮายะ กลอนรักพิชิตใจเธอ เวอร์ชั่น Live Action เตรียมตัวก่อนดู ‘อนิเมะ SS3’ ตุลาคม 2019

Chihayafuru (ちはやふる)  กลายเป็นหนังญี่ปุ่นขึ้นแท่นอันดับ 1 ในใจของผู้เขียนไปแล้ว ด้วยเนื้อหาเข้มข้นโดยมีต้นฉบับมาจากมังงะชื่อเรื่องเดียวกัน เขียนโดย Suetsugu Yuki พิมพ์ตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งได้รับรางวัล Manga Taisho และ Kodansha Manga Award และได้ปลุกกระแสให้คนญี่ปุ่นหันมาสนใจการเล่นคารุตะ รวมถึงสนใจบทกวี Ogura Hyakunin Isshu อีกด้วย จากนั้นจึงสร้างเป็นภาคอนิเมะทั้งหมด 3 ภาค ภาคละ 25 ตอน (โดยภาคสุดท้ายนี้กำลังจะฉายในเดือนตุลาคม 2019) เช่นเดียวกับหนังภาค Live Action ที่แบ่งเป็นสามภาค Chihayafuru: Kami no Ku (2016), Chihayafuru: Shimo no Ku (2016), Chihayafuru: Musubi (2018)

บรรยากาศการแข่งขันคารุตะเลือกตัวแทนเขตโตเกียว

เนื้อเรื่องเล่าถึง อายาเสะ จิฮายะ  ที่ได้แรงบันดาลใจเล่นไพ่คารุตะจาก วาตายะ อาราตะ ตั้งแต่สมัยประถม โดยมีมาชิม่า ไทจิร่วมทีมด้วย เมื่อต้องเข้าเรียนมัธยมต้นทั้งสามต่างต้องแยกย้าย จึงสัญญากันไว้ว่าหากยังเล่นคารุตะจะได้เจอกันอีกแน่นอน จนกระทั่งเข้ามัธยมปลาย จิฮายะ และไทจิ ได้มาอยู่โรงเรียนเดียวกัน จึงตกลงร่วมกันก่อตั้งชมรมคารุตะขึ้นเพื่อให้ได้ไปแข่งขันระดับประเทศที่ศาลเจ้าโอมิเพื่อเจออาราตะอีกครั้ง

เนื้อหาในหนังไม่ได้เหมือนต้นฉบับ 100% ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่โดยโคอิซูมิ โนริฮิโระ ผู้กำกับจากเรื่อง The Liar and His Lover แต่ความเห็นส่วนตัวเนื้อเรื่องได้ถูกขมวดให้กระชับและเข้มข้นมากขึ้น ทำให้ตัวละครแต่ละตัวมีคาร์แลกเตอร์ที่โดดเด่น และชัดเจน โดยเฉพาะภาคสามที่มีการแข่งขันกับควีน และมีประเด็นเรื่องการตัดสินใจทั้งด้านคารุตะและความรัก

ในส่วนของการนำเสนอการเล่นไพ่คารุตะซึ่งเป็นการแข่งกันด้วยสมอง การจดจำ และวิเคราะห์ หนังแสดงให้เห็นศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการทำความเคารพคู่แข่ง และกรรมการบนเสื่อตาตามิในชุด Hakama การอธิบายความหมายของบทกวีที่ต้องตีความ ความงามของแต่ละฤดูกาลในบทกวี รวมถึงการพูดถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้แต่งบทกวีด้วยเล็กน้อย โดยหนังได้ผูกประเด็นการแข่งขันคู่กับการทำตามฝันเพื่อให้คนดูร่วมการลุ้นตาม ซึ่งแม้คนดูจะไม่เคยรู้จักการเล่นคารุตะมาก่อน แต่ก็ยังสนุกกับการดูได้ไม่ยาก

ยกตัวอย่างบทกวี “ซากุระดอกสวยของสีซีดจาง ฝนชะล้างต่อเนื่องมานานแสน ดั่งตัวข้าสังขารร้างลาจากแดน น่าคับแค้นมัวครุ่นคิดหมดเวลา” หมายความว่า ไม่มีใครหยุดยั้งเวลา คนเรามีพลังที่จะเป็นอมตะได้เพียงชั่วครู่ จงรีบทำสิ่งที่ตั้งใจไว้

การพบกันที่ฟุคุอิระหว่างอาราตะ และไทจิ

ในส่วนความสัมพันธ์คนดูยังได้ร่วมลุ้นกับเรื่องราวรักสามเส้า ในพาร์ทความรักนั้นไม่ใช่แบบโรแมนติก แต่กลับทำให้ดีมากในแบบเพื่อนแอบรักเพื่อน ความรักที่ถูกซ่อนไว้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองเพื่อให้คนที่เรารักได้เห็นในความสามารถในคารุตะจนกระทั่งมีเลเวลความเก่งเทียบเท่ากันนั้น มันเป็นความรักที่อึดอัด ทว่าสวยงาม เพราะการจะทำความฝันเพียงลำพัง เราอาจจะท้อแท้และหยุดพัก จนกลายเป็นห่างจากความฝันนั้นไปเลย ในทางกลับกันหากทำความฝันที่ตัวเองรัก คู่ไปกับการทำสิ่งนั้นเพื่อใครสักคน คนนั้นจะเป็นพลังให้เรานึกถึงในยามที่เราอ่อนล้า และอยากเลิกได้เสมอ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน แต่เพื่อคนๆ นั้น ภารกิจสำเร็จได้แน่นอน หนังเรื่องนี้สอนไว้อย่างนั้น และการให้กำลังใจเพื่อนในทีมในการแข่งขัน

การแข่งขันระหว่างควีนและอายาเสะ
วง Perfume และฮิโรเสะ ซึสึ

สำหรับภาพและเทคนิคการถ่ายทำเรียกว่า เป็นหนังฟอร์มใหญ่ได้เลย การถ่ายสโลว์ระหว่างปัดไพ่นั้นสวยงามตรงจังหวะ การถ่ายมุมกว้างให้เห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองทำได้เยี่ยม นักแสดงก็เรียกว่าฝีมือเหนือกว่าที่คาดไว้ ทั้งฮิโรเสะ ซึสึ น้องสาวจากเรื่อง Our little Sister, โนมุระ ชูเฮ จากเรื่อง Confession of Murder, อาราตะ แมคแคนยู จากเรื่อง Let's Go, Jets และ มัตสุโอกะ มายุ จากเรื่อง Little Forest ซึ่งใครที่ชอบน้องฮิโรเสะ ซึสึคงได้หลงเสน่ห์ในความกระตือรือร้นของเธอจากเรื่องนี้แน่นอน นอกจากนี้ยังประทับใจเพลงจบ Flash ของวง Perfume ที่นำมาใช้ในทั้งสามภาคอีกด้วย

ฉากที่อายาเสะได้เจออาราตะที่เมืองฟุคุอิบนเส้นทางจักรยานใต้ต้นซากุระ สวยงามมาก

นอกจากการถ่ายทำในโตเกียวแล้ว หนังยังพาไปเที่ยว Fukui จังหวัดที่บ้านนอกแต่น่ารักในภูมิภาค Chūbu รวมทั้งยังได้ฟังสำเนียงบ้านนอกนี้จากแมคแคนยูด้วย น่ารัก

ศาลเจ้าโอมิ แสดงพลังด้วยสีแดงเข้ม ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวยงามอีกแล้ว

อีกสถานที่สำคัญคือ ศาลเจ้าโอมิ (Ōmi Shrine: 近江神宮) ที่ถูกพูดถึงในฐานะสถานที่ประลองฝีมือระดับประเทศตั้งอยู่ที่เมือง Otsu จังหวัด Shika ภูมิภาคคันไซ ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบบิวะ การแข่งขันคารุตะระดับประเทศจัดขึ้นที่ศาลเจ้าในเดือนมกราคม ผู้ที่ได้ที่หนึ่งจะได้ชื่อว่า Meijin สำหรับผู้ชาย และ Queen สำหรับผู้หญิง อีกเทศกาลคือ การแข่งขันระดับประเทศสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลายจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ทัวร์นาเมนท์ถูกจัดขึ้นที่ศาลเจ้าโอมิเนื่องจากจักรพรรดิ์เทนจิ กษัตริย์ผู้สถาปนาเมืองโอสึ (Otsu) ให้เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น และตั้งให้ศาลเจ้าโอมิเป็นศาลเจ้าประจำกษัตริย์นั้น ท่านเป็นผู้แต่งกลอนบทแรกของกวี Ogura Hyakunin Isshu ซึ่งเป็นกวีร้อยบทที่ใช้ในการแข่งไพ่คารุตะ

ของแถม

โดยสรุป หนังเรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบเรื่องราวความรักวัยเรียน ความสัมพันธ์จะเหมือนเรื่อง Nisekoi ในบางที และเหมาะกับคนที่ชื่นชอบศิลปะวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ตัวผู้เขียนเองก็จะไปตามรอยหนังที่ศาลเจ้าโอมิ จังหวัดชิกะที่อยู่ติดกับเกียวโตเพื่อดูภาพสีแดงเข้มของศาลเจ้าด้วยเช่นกัน

กำกับและเขียนบท : โคอิซูมิ โนริฮิโระ Koizumi Norihiro (小泉徳宏)

แสดง : ฮิโรเสะ ซึสึ Hirose Suzu (広瀬すず), โนมุระ ชูเฮ Nomura Shûhei (野村周平), อาราตะ แมคแคนยู Arata Mackenyu (新田真剣佑) และ มัตสุโอกะ มายุ Matsuoka Mayu (松岡茉優)

 

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)