Books

หนังสือสไตล์ญี่ปุ่น 5 เล่มที่ชวนให้ออกไปท่องเที่ยว และใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

ว่าด้วยเรื่องการอ่าน สไตล์นิฮง ของแอด #bookwormasaBeginner

ก่อนเริ่มเรื่อง แอบบอกก่อนว่า วันนี้เป็นวันแรกของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจัดที่ศูนย์สิริกิติ์ก่อนที่จะย้ายไปที่อื่นๆ ครั้งนี้ 47 งานมียาวๆ 28 มี.ค. – 07 เม.ย. 2019 เรียกว่า เกือบสองสัปดาห์ในการหาหนังสือจ้า

ร้านหนังสือที่แอดชอบไปถ้าไม่ไปงานหนังสือคือ Candide Books (ร้านหนังสือก็องดิด) ณ คลองสาน เพราะใกล้บ้าน บรรยากาศเหมาะกับการหมกตัวอยู่ที่นั่นนานๆ และเจ้าของร้านเป็นหนอนหนังสือวรรณกรรมตะวันตก มันใช่น่ะ!

ระยะหลัง เราจะเห็นว่า หนังสือที่ไม่ใช่วรรณกรรมแต่เป็นเรื่อง Self-Development การพัฒนาตัวเองทั้งทางด้านจิตใจ ปัญญา และ นิสัย มีจากฝั่งญี่ปุ่นเยอะมาก

เริ่มออกไปหาหนังสือมาอ่านกันเลยดีกว่า

เลือกอ่านได้เลย!

1. 四季の若木 – Wakaki four seasons

(สำนักพิมพ์ a book เขียนโดย เบญจมาศ ภู่ประเสริฐ)

3 เล่มที่จะแนะนำนี้ซื้อมาแบบแพคเกจคือ

เล่มแรก 四季の若木 – Wakaki four seasons (สำนักพิมพ์ a book เขียนโดย เบญจมาศ ภู่ประเสริฐ)

เล่มสอง 小さな幸せ ทำอะไรเล็กๆ ง่ายๆ ก็มีความสุขได้ (สำนักพิมพ์ a book เขียนโดย วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์)

เล่มสาม จงทำสวนของเรา (สำนักพิมพ์บ้านและสวน เขียนโดย ภัทรพร อภิชิต)

ที่บอกว่าเป็นแพกเกจเพราะว่า ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยวูฟเจแปน การใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกย้อนเวลากลับไปช่วงที่ได้ไปวูฟ-Wwoof ที่คิวชู เป็นแนวทางการหวนระลึกความทรงจำของแอดเอง

เล่มวากาคิ อ่านแล้วชอบ เหมือนหนังเรื่อง Little Forest แต่มีตัวละครเป็นคนไทยที่เริ่มปลูกผัก ทำสวนเองแบบงกๆ เงิ่นๆ ในช่วงแรกที่ย้ายไปอยู่ซากะ ญี่ปุ่น

⋆ รีวิวฉบับเต็ม
https://www.littleforestjapan.com/wakaki-four-seasons-living-with-nature/

2. 小さな幸せ ทำอะไรเล็กๆ ง่ายๆ ก็มีความสุขได้

(สำนักพิมพ์ a book เขียนโดย วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์)

เล่มนี้ จึงเป็นภาคต่อสำหรับแอด ที่คุณโหน่งเขียนถึงการไปเยี่ยมบ้านดังกล่าวที่ซากะ

3. จงทำสวนของเรา

(สำนักพิมพ์บ้านและสวน เขียนโดย ภัทรพร อภิชิต)

เล่มทำสวน เป็นการเชื่อมโยงเรื่องการทำสวนแบบคนที่เพิ่งเริ่มต้น เหมือนสาวในเล่มวากาคิ แต่เป็นเรื่องราวที่อัมพวาใกล้ๆ นี่เอง โดยชื่อเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ ก็องดิด-Candide (ใช่แล้วค่ะ ชื่อเดียวกับชื่อร้านหนังสือ เล่มนี้อิทธิพลต่อคนในวงการนักอ่านมากค่ะ แอดเองก็เคยอ่าน เรื่องราวเกี่ยวกับ ตัวละครหนึ่งที่ไปอลหม่านค้นหาคำตอบจากคำถามในจิตใจตัวเอง สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า ความสุขของชีวิตคือการทำสวนของเราไป ฮาาาาา โคตรปรัชญา) ของ วอแตร์ Voltaire นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส

4. Tokyo Drift แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี

(สำนักพิมพ์ Salmon Books เขียนโดย ต่อ-คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง)

พักเหนื่อยกันจากการทำสวนตรากตรำแบบสาวนักสู้ไว้ก่อน

มาโหมดผู้ชายที่ชื่นชอบ Pop Culture ของญี่ปุ่นกันบ้าง

เรียกง่ายๆ ว่าโอตะคุ นั่นแหละ

เล่มนี้บ้าบิ่น และเป็นเล่มที่แอดอ่านเพื่อเยียวยาใจหลังจากกลับจากทริปโทโฮคุในตำนาน เพราะเป็นทริปที่มีสีสัน ไม่อยากให้จบทริปเลย อาการนี้ เมอฤดี ก็เป็นเหมือนกัน หลังจากที่เขาไปตามรอยหนังในดวงใจเขาในที่ที่ควรถูกเรียกว่า In the Middle of Nowhere น่าจะเหมาะ แล้วมันสาหัสน่าดู

นี่คือข้อความบางส่วนที่เราบรรยายไว้หลังอ่านจบทันที

“สารภาพว่าช่วงสองสามสัปดาห์แรกหลังกลับจากทริปญี่ปุ่น มันโหยหา หลายคนเรียกอาการนี้ว่า ซึมเศร้าหลังเที่ยว เป็นอาการเวิ่นเว้อ บางเวลาก็เปิดรูปที่ถ่ายจากโทโฮคุมาดู และสร้างแรงบันดาลใจว่าทริปญี่ปุ่นถัดไปจะมีอีกในไม่ช้า

ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่เยียวยาใจ ที่อ่านๆ ไปบางครั้งก็เผลอหัวเราะดังๆ อย่างถูกอกถูกใจ มันยังค้นหาสิ่งที่มาช่วยเติมเต็มใจที่ชื่นชอบนิฮงสไตล์ชนิดกู่ไม่กลับ บ้าบอพอกัน ชอบคนเพี้ยนๆ อย่างนี้จริงๆ”

5. Sakura, Sayonara

เขียนและผลิตงานโดย Tiktok

มาสู่เรื่องราวความละมุนละไมกันบ้าง

จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้ละมุน 100% เพราะผู้เขียนเป็นสาวไทยนักสู้อีกคนที่มีความเป็นนักอ่านเชิงปรัชญา หนังสือที่เธอชอบคือหนังสือของฮารุกิ มุราคามิ การเดินทางไปชมซากุระในเรื่องจึงปนการเดินทางเพื่อไปตามรอยบ้านเกิดของมุราครามิ ด้วยเช่นกัน

แต่ที่บอกว่าละมุนก็เพราะว่า ทั้งเรื่องมีฉากหลังเป็นความสวยงามของซากุระที่ทำให้จิตใจของทั้งผู้เขียน และผู้อ่านอ่อนโยนขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ในเรื่องแม้จะมีปัญหาคาราคาซังใจสะสมมานานขนาดไหน แต่ก็สามารถบรรเทาลงได้ด้วยแนวคิดที่ซากุระได้สอนเราเอาไว้

แถมหนังสือที่ควรซื้อในงานสัปดาห์หนังสือ

เจแปนดิเนเวีย

บูธไต้ฝุ่น สตูดิโอ H12 โซน Plenary Hal
(สำนักพิมพ์ Typhoon Studio เขียนโดย ปาลิดา พิมพะกร)

เล่มใหม่แกะกล่องเลย

แอดตั้งใจจะซื้อเล่มนี้ในงานนี้ค่ะ ด้วยความที่นักเขียน ปาลิดา เป็นนักท่องเที่ยวมืออาชีพที่ญี่ปุ่น ดังนั้น แอดจึงชื่นชอบทั้งภาพและแนวเขียนมากเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นแฟนคลับเธอเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้เป็นการผนวกรวมของวัฒนธรรมนิฮงในลักษณะงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ บวกการใช้ชีวิตของคนฝั่งสแกนดิเนเวียที่ฝักใฝ่ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ความเรียบง่าย และการนำรายละเอียดที่พบเห็นในธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นลวดลายตกแต่งและงานดีไซน์ในหลากหลายสาขา ตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงอาคารบ้านเรือน

น่าสนใจมาก! น่ารักด้วย

ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ (Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage-
色彩を持たない多崎つくると、彼の巡礼の年 (2013) )

บูธ กำมะหยี่&เอิร์นเนส L26 โซน Plenary Hall
(สำนักพิมพ์ กำมะหยี่ เขียนโดย ฮารุกิ มุราคามิ )

แอดชอบปกม่วงเป็นการส่วนตัว และหนังสือของนักขียนญี่ปุ่นชื่อดังฮารุกิ มุราคามิ-Haruki Murakami ก็สร้างชื่อเสียงให้กับสำนักพิมพ์กำมะหยี่ได้อย่างล้นหลาม แต่แอดมีความสามารถไม่ถึง อ่านจบแค่สองเล่มเท่านั้นจริงๆ ดังนั้นจึงเรียกว่าไม่ใช่แฟน แต่อ่านให้รู้ว่า อาจารย์ระดับตำนานเขามีแนวเขียนยังไง

เรื่องแรกที่อ่าน เรียกว่าอ่านง่ายที่สุดในบรรดาหนังสือของแกคือเรื่อง ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ

เรื่องนี้ไม่ได้ดำมืด ดาร์กจนเกินไป

บอกได้แค่นี้จริงๆ

ส่วนตัวแอดเป็นคนชอบเรื่องราวที่มีฉากอยู่ที่ต่างประเทศ มันจะเหมือนเราได้ไปเที่ยวที่นั้นๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้พาไปเที่ยวที่ฝั่งฟินแลนด์ชั่วคราว แต่หลักๆ ที่นาโกย่า

บันทึกนกไขลาน (The Wind-Up Bird Chronicle-ねじまき鳥クロニクル)

บูธ กำมะหยี่&เอิร์นเนส L26 โซน Plenary Hall
(สำนักพิมพ์ กำมะหยี่ เขียนโดย ฮารุกิ มุราคามิ )

เล่มนี้โคตรหนา 607 หน้า

เล่าถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์อย่างแท้จริง เรื่องนี้มีฉากที่นอกจากโตเกียว คือย้อนอดีตสงครามชายแดนแมนจูกัว และรัสเซีย และในบ่อน้ำลึกที่ดึงไปในอีกมิติ บ้าบอ แต่สนุก

ชีวิตผมเปลี่ยนไป เมื่อได้เทพช้างเป็นกุนซือ-夢がかなえるゾウ  

(สำนักพิมพ์ We learn เขียนโดย มิซุโนะ เคยะ)

อ่อๆๆ ถ้าไม่พูดถึงเล่มนี้ ไม่ได้เลยนะ ฮา

เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก แอดถูกจริตกับอะไรก็ตามที่ไม่ธรรมดา ต๊องๆ ซึ่งแค่หน้าปก ก็น่าคว้ามาอ่านแล้ว

เทพช้างสอนว่า “มนุษย์สามารถทำได้แต่เรื่องที่สนุก” จริง!

ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือพัฒนาตัวเอง แต่ไม่ได้มีโจทย์ที่จริงจัง อ่านง่าย ไม่ต้องคิดซับซ้อน และเทพช้างก็ตลกมาก น่ารัก

/////////////

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply