Movie theme guide, Movies

หนังญี่ปุ่น ‘ฟีลกู้ด’ ที่พูดเรื่อง การค้นหาความหมายของ ‘การมีชีวิตอยู่’

หนังที่มีเนื้อหาหนักๆ อย่าง การค้นหาความหมายของชีวิต มักถูกจัดในหมวดหมู่ปรัชญาเข้าใจยาก มีการเดินทาง ไม่ก็จุดเปลี่ยนชีวิตสักอย่างเป็นแกนหลักของเรื่อง แต่เมื่อปรัชญาชีวิตเข้าสู่โหมดหนังญี่ปุ่น กลับถูกนำมาถ่ายทอดในรูปแบบที่น่ารัก ฟีลกู้ดได้ (หนังญี่ปุ่นเขาเจ๋งด้านนี้จริง อย่างน้อยก็ทำให้เราดูจบแบบไม่ปวดหัว) การเลือกที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุข และเข้มแข็งคือวิถีทางของบทหนังที่เราเลือกนำเสนอในบทความนี้ค่ะ

1. Kamome Diner (かもめ食堂, Kamome shokudô 2006)

กลายเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องโปรด หลังจากหาดูอยู่นาน (ไปเจอที่ Japan Foundation Library ) แนวทางหนังถูกจัดในกลุ่มที่เรียกว่า "癒し系 映画 iyashi-kei eiga" หรือหนังที่ทำมาเพื่อเยียวยาจิตใจ เป็นมุมมองด้านบวกสดใสกว่าหนังญี่ปุ่นอื่นๆ

โลเคชั่นที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ แดนอาร์ท ล้อมรอบด้วยป่า สถานที่เที่ยวยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น โดยมีประโยคจดจำที่ป้ามาซาโกะ ถามว่า ทำไมชาวฟินแลนด์ถึง のんびり ผ่อนคลาย และ ゆったり ชิลๆ เรื่อยๆ ล่ะ รวมๆ คือมีความสุข คำตอบคือ เพราะคนที่นี่ใกล้ชิดธรรมชาติ  เข้าใจเลย!

หนังกำกับและเขียนบทโดย โอกิคามิ นาโอโกะ เจ้าของแนวหนัง iyashi-kei eiga มีผลงานล่าสุดคือ Close-Knit (2017) และเป็นมือเขียนบทสต็อปโมชั่นสุดน่ารัก Rilakkuma and Kaoru san ทาง Netflix

เรื่องราวเล่าถึง ซาจิเอะ สาวญี่ปุ่นที่มาฟินแลนด์เพื่อเปิดร้านอาหารชุดแบบญี่ปุ่นอย่าง แซลมอลย่างเกลือ เริ่มต้นจากไม่มีลูกค้าเข้าร้าน จากนั้นเธอพบ มิโดริ ที่บินมาฟินแลนด์แบบไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่โตอะไร จึงชวนมาเป็นลูกมือที่ร้าน เมนูอาหารเริ่มถูกปรับให้เข้าปากคนท้องถิ่นเช่น ชินนาม่อนปัง และยังมีเมนูที่เป็น Soul Food ของญี่ปุ่นนั่นคือ โอนิกิริเสิร์ฟอีกด้วย จุดเปลี่ยนของร้านคือการมาของป้ามาซาโกะ (คนนี้แหละที่สร้างความฮาหน้านิ่งๆ ฝีมือการแสดงเฉียบมาก) ที่เข้าใจโลก และปล่อยวางจากสรรพสิ่งทั้งหลายรอบตัว บุคลิก และมุมมองต่อโลกที่แตกต่างของทั้งสามคน เป็นตัวเสริมให้หนังสนุก น่ารัก เป็นมิตร ช้าๆ ชิลๆ และผ่อนคลาย

กำกับ และเขียนบท : โอกิคามิ นาโอโกะ  Naoko Ogigami

ต้นฉบับนิยาย: มุเระ โยโกะ Yôko Mure

แสดง : โคบายาชิ ซาโตมิ Satomi Kobayashi, คาตากิริ ไฮริ Hairi Katagiri และ โมตาอิ มาซาโกะ Masako Motai

2. Departures ความสุขนั้นนิรันดร (おくりびと, Okuribito 2008)

โอคุริบิโตะ เป็นหนังที่ต่อให้ดูจบไปนานแค่ไหน ก็ยังอยู่ในใจเสมอ หนังฟอร์มใหญ่ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขา Best Foreign Language Film ปี 2009  แม้จะเป็นเรื่องที่พูดถึงความตาย แต่ไม่ใช่หนังหดหู่ โศกเศร้าใดๆ หนังว่าด้วยเรื่องอาชีพโนคังฉิ หรือคนจัดการศพ, แต่งหน้าศพ และพิธีส่งศพแบบญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความประณีต ความเคารพ และความเอาใจใส่ อาชีพนี้เองที่ทำให้ค้นพบความสุข และความหมายของชีวิต

หนังดัดแปลงจากหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ Coffinman: The Journal of a Buddhist Mortician แต่งโดย ชินมน อาโอกิ กำกับโดย ทาคิตะ โยจิโร่ มีผลงานล่าสุดที่ฉายในไทย The Last Recipe: Kirin no shita no kioku (2017)  เขียนบทโดย โคยามะ คุนโด บรรเลงเพลงโดยคอนดักเตอร์ขั้นเทพ ฮิไซชิ โจ

เมือง Sakata จังหวัดยามากาตะ 🏔🎏

โลเคชั่นของหนัง Okuribito ถ่ายทำที่เมือง Sakata จังหวัดยามากาตะ จังหวัดที่โดดเด่นในเรื่องการชมทิวทัศน์ธรรมชาติ ภูเขา ลำธาร ออนเซนอันสวยงาม เมืองซาคาตะนั้นค่อนไปทางพื้นที่ติดทะเล ซึ่งที่นั่นไม่มีชินคันเซ็นวิ่งผ่านจึงไม่เป็นสถานที่เที่ยวที่นิยมของนักท่องเที่ยว เว้นแต่ว่าจะไปที่ Dewa Sanzan หรือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีศาลเจ้าบนยอดเขาเปรียบเขาทั้งสามลูกว่าเป็นการเกิด (Haguro-san), การตาย (Gas-san) and การเกิดใหม่ (Yudono-san)

การถ่ายทำเอาท์ดอร์ส่วนใหญ่มีฉากบริเวณสะพานอาซาฮีเป็นแม่น้ำ Gakko (月光川) และภูเขา Chokaizan (鳥海山) ที่ยังมีหิมะปกคลุมยอดเขา

Source : japan-guide

โคบายาชิ ไดโกะ พระเอกที่เป็นนักเชลโลวงออเคสตร้าในโตเกียว แต่เขาต้องล้มเลิกความฝันในการเป็นนักดนตรีอาชีพลงกลางคันเมื่อจู่ๆ วงดนตรีที่เขาเล่นมีอันต้องยุบวงลง เขาจำใจต้องเดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดยามางาตะ กับภรรยาด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ แต่สุดท้ายเขาได้พบความงดงามของอาชีพใหม่ที่เขาได้ทำ

กำกับ : ทาคิตะ โยจิโร่ Yôjirô Takita

เขียนบท : โคยามะ คุนโด Kundô Koyama

แสดง : โมโตคิ มาซาฮิโระ Masahiro Motoki, ยามาซากิ ซึโตมุ Tsutomu Yamazaki, ฮิโรสุเอะ เรียวโกะ Ryôko Hirosue

3. Hana's Miso Soup (はなちゃんのみそ汁, Hanachan no Misoshiru 2015)

ด้วยเนื้อหาที่ปูมาเป็นหนังที่เรียกน้ำตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกเศร้ามาก เพราะตัวละครชินโกะ ผู้เป็นสามีที่ดูเปิ่นเบ๊อะ มองโลกในแง่ดีทำให้บรรยากาศของหนังมีความสดใสวัยเด็ก อีกทั้งหนังเน้นเรื่องความสวยงามของการมอบชีวิตใหม่ (มีลูก) แม้นั่นจะเป็นสาเหตุให้ความตายมาเยือนผู้เป็นแม่ก็ตาม และถ้าจะมีชีวิต ก็ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่เข้มแข็งด้วย

หนังสร้างจากเรื่องจริงของจิเอะ กำกับโดย อะคุเนะ โทโมอะกิ ฝากผลงานไว้ในฐานะทั้งผู้กำกับ และเขียนบทเองใน TV Series เรื่องเดียวกัน Hanachan no misoshiru และในหนังภาพยนตร์ Pecoross' Mother and Her Days

เล่าเรื่อง จิเอะ หญิงสาวที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง แต่งงานกับ ชินโกะ หลังจากนั้นพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ โดยรู้ถึงความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่ไปทั้งตัวจากการคลอดลูก แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจมีลูก และเริ่มต้นเขียนบล็อกบันทึกเรื่องราว และเมนูอาหา­รต่างๆ ตลอด 11 ปี และถ่ายทอดเมนูมิโสะซุปให้ฮานะ ลูกสาวของเธอเพื่อให้การรับประทานอาหารเป็นเครื่องมือเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตแถมเป็นตัวแทนของแม่ด้วย มิโสะซุปจึงกลายเป็นหัวใจหลักของเรื่อง สร้างความเข้มแข็งในใจให้ทั้งชินโกะและฮานะ

กำกับและเขียนบท : อะคุเนะ โทโมอะกิ Tomoaki Akune

แสดงโดย : ฮิโรสึเอะ เรียวโกะ Ryôko Hirosue, ทาคิโตะ เคนอิจิ Ken'ichi Takitô, อะกามัตสึ เอมินะ Emina Akamatsu

4. Her Love Boils Bathwater ( 湯を沸かすほどの熱い愛, Yu wo wakasuhodo no atsui ai  2016)

เรื่องราวคล้ายเรื่องฮานะมิโสะซุป โดยมีคนดำเนินเรื่องหลักเป็นแม่ที่เข้มแข็งมาก แต่คนรอบตัวเธอกลับยังอ่อนแอ โดยเฉพาะการนำสามีเฮงซวยที่ไม่เคยรักษาสัญญา (แต่เพิ่มสีสันให้หนังไม่แข็งมากเกินไป) หนังยังมีเรื่องการเดินทางเพื่อหาเป้าหมายชีวิต และการทำภารกิจเพื่อเพิ่มคุณค่าชีวิตอีกด้วย

ยังมีการเดินทางเพื่อไปทำภารกิจนอกเมือง และได้เห็นฉากฟูจิซังที่สวยสง่ามาก กินปู และเรียวกังที่ฮาโกเน่ จังหวัดคานางาวะ  อีกด้วย ซึ่งฮาโกเน่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ฟูจิ-ฮาโกเน่-อุทยานแห่งชาติอิสุ ขึ้นชื่อเรื่องออนเซน และธรรมชาติที่สวยงามเช่น ทะเลสาบ Ashinoko ที่สามารถมองเห็นฟูจิซังได้จากระยะไกล จนกลายเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องเดินทางมาจากโตเกียว ส่วนสถานที่ของโรงอาบน้ำนั้น อยู่ที่ "Hana no Yu 「花の湯」" ในเมืองอาชิคากะ (Ashikaga) จังหวัดโทชิกิ (Tochigi)

กำกับและเขียนบทโดย นากาโนะ เรียวตะ ฝากผลงานไว้กับเรื่อง Capturing Dad (2012) แสดงโดยมิยาซากิ ริเอะ, สึกิซาคิ ฮานะ และ โอดะกิริ โจ

เรื่องนี้เล่าถึง ฟุตาบะ คุณแม่สุดแกร่ง เธอตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และมีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้ได้เพียง 2 เดือน เธอเลือกที่จะใช้เวลาที่เหลือทำภารกิจ 4 อย่างให้ลุล่วง นั่นคือ 1. ตามหาสามีที่หนีหายไป 2.ซ่อมแซมธุรกิจโรงอาบน้ำ 3. ทำให้ทุกคนอยู่ต่อไปได้ โดยเฉพาะ อาซูมิ ลูกสาวของเธอที่มักถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง และภารกิจสุดท้ายที่ยังเป็นความลับที่ต้องค้นหากันเอง รีวิวฉบับเต็ม

กำกับและเขียนบท : นากาโนะ เรียวตะ Nakano Ryôta

แสดง : มิยาซากิ ริเอะ Miyazawa Rie, สึกิซาคิ ฮานะ Sugisaki Hana, โอดะกิริ โจ Joe Odagiri

5. Every Day a Good Day (日日是好日, Nichinichi Kore Kôjitsu 2018)

หนังเล่าปรัชญาการมีชีวิตผ่านวิถีพิธีชงชา (茶道, sadō) ของแถมของเรื่องนี้คือ จะได้รับชมความสวยงามของฤดูกาลที่เปลี่ยนไปทั้ง 4 ฤดู หากคนดูที่เป็นแฟนญี่ปุ่นอยู่แล้ว คิดว่า ต้องดู ส่วนตัวแล้วเรื่องนี้ทำให้เราหวนนึกถึงที่มาของความชอบในญี่ปุ่นว่า เราชอบวัฒนธรรมอันละเอียดอ่อน ละมุนละไม ดีไซน์การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งสวยงาม และเรื่องนี้ก็มีปรัชญาชีวิตแทรกไว้ตั้งแต่ต้นยันจบ

หนังสร้างจากเรียงความของโมริชิตะ โนริโกะ เขียนบทและกำกับโดยโอโมริ ทัตสึชิ ผู้สร้างชื่อจากหนังเรื่อง The Ravine of Goodbye (2013) และเป็นโชคดีของไทยที่ยังได้ดูผลงานโดย คิคิ คิริน มือโปรอาวุโสด้านการแสดงผู้ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ และบทบาทหน้าที่ของคาแลกเตอร์ได้อย่างลึกซึ้งกินใจ บทสำคัญที่เธอทำให้ถั่วแดงมีชีวิตได้จากเรื่อง Sweet Bean (2015) และเรื่องที่สร้างชื่อเสียง Still Walking (2008) นอกจากนี้ยังมี คุโรคิ ฮารุ นักแสดงวัย 29 ปี จากเรื่อง The Great Passage (2013) มานำแสดงเป็นผู้ที่รับช่วงต่อวัฒนธรรมเก่าแก่ พิธีชงชาของญี่ปุ่น

ครึ่งแรกของหนังเป็นเรื่องของวัยรุ่นที่ยังไม่รู้จบจากมหาลัยฯ อยากทำงานอะไร โนริโกะ นักศึกษาสาวปี 3 และลูกพี่ลูกน้องของเธอ มิจิโกะ จึงเริ่มเรียนพิธีชงชาตามที่แม่แนะนำกับทาเคดะเซนเซ ความละเอียดอ่อนในการชงชาที่ขึ้นกับฤดูกาลแปรผันหล่อหลอมความเข้าใจลึกซึ้งให้โนริโกะ เธอต้องเผชิญอุปสรรคในชีวิต ส่วนเซนเซก็พร่ำสอนเวลาชงชาให้อยู่กับปัจจุบัน

ครึ่งหลังคือบทสรุปของตัวอักษรคันจิ 日日是好日 หรือที่แปลว่า ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวัน ลึกๆ แล้วแปลว่าอะไร “เรื่องราวชีวิตมักเกิดขึ้นกระทันหัน” ใครที่ยังสามารถทำอะไรเหมือนเดิมได้อย่างต่อเนื่อง นั่นแหละคือความสุข เหมือนอย่างที่โนริโกะเรียนพิธีชงชาต่อเนื่องมา 24 ปี

กำกับและเขียนบท :  โอโมริ ทัตสึชิ Tatsushi Ohmori

ต้นฉบับเรียงความ :  โมริชิตะ โนริโกะ Noriko Morishita

แสดง : คิคิ คิริน Kiki Kirin, คุโรคิ ฮารุ  Haru Kuroki

 

 

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)

Leave a Reply