Movies

7 หนังอนิเมะญี่ปุ่น ทำเงินสูงสุด Box Office ตลอดทศวรรษ 2010

Your Name

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2010-2019) จะพบว่าในตลาดหนังอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุด Box Office ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ของญี่ปุ่นมีทั้งหมด 7 เรื่อง โดยมีผู้กำกับหลักเพียง 3 รายเท่านั้นที่ครองใจชาวนิฮงคือ สตูดิโอจิบลิ, ชินไค มาโกโตะ และโฮโซดะ มาโมรุ 

และนั่นก็เป็นข่าวดีที่นอกจากมือเก๋าในวงการอนิเมชั่นอย่างจิบลิแล้ว ยังมีผู้กำกับดาวรุ่งดวงใหม่สองรายหลังมาร่วมในตลาดด้วย โดยเฉพาะเรื่อง Your Name 君の名は (2016) ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้อนิเมชั่นญี่ปุ่น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2000-2009 ที่มีแต่ผลงานของจิบลิเท่านั้นที่ครองตลาด 

  • Spirited Away (千と千尋の神隠し, Sen to Chihiro no Kamikakushi 2001)
    30.80 พันล้านเยน
  • The Cat Returns (猫の恩返し, Neko no Ongaeshi 2002)
    6.46 พันล้านเยน
  • Howl's Moving Castle (ハウルの動く城, Hauru no Ugoku Shiro 2004)
    19.60 พันล้านเยน
  • Tales from Earthsea (ゲド戦記, Gedo Senki, 2006)
    7.65 พันล้านเยน
  • Ponyo (崖の上のポニョ, Gake no Ue no Ponyo 2008)
    15.50 พันล้านเยน

 

โดย Spirited Away เป็นอนิเมชั่นที่เปิดทางให้หนังอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ ได้เรียงรายเข้าสู่ตลาดโลกเมื่อหนังได้รับรางวัลออสการ์

ในขณะที่ ไลฟ์สไตล์ของผู้คนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อการดูหนังหรือซีรีส์ทางสตรีมมิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นก็ยังมีความต้องการไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ และซื้อแผ่นหนังซีดี ดีวีดี หรือแผ่น Bluray สะสมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จึงทำให้อุตสาหกรรมหนังยังพัฒนาไม่หยุด

แล้วทำไม 7 เรื่องนี้จึงเป็นอนิเมชั่นที่ได้รับความนิยมในแง่ทำรายได้สูงสุด Box office ของญี่ปุ่นกันนะ

 

1. The Secret World of Arrietty (借りぐらしのアリエッティ, 2010)

อาริเอตี้ มหัศจรรย์ความลับคนตัวจิ๋ว (借りぐらしのアリエッティ, Kari-gurashi no Arietti) ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 9.25 พันล้านเยน, ทั่วโลก $145,570,827

Arrietty เป็นอีกหนึ่งผลงานแฟนตาซียอดเยี่ยมของค่ายสตูดิโอจิบลิ ที่ถ้ามองจากมุมคนที่ดูอนิเมะจิบลิมาตลอด เราคิดว่า เรื่องนี้เด่นเรื่องรายละเอียดของภาพ วาดของตกแต่งจิ๋วๆ ไว้สวยงามชัดเจน และบรรยากาศก็เป็นแบบตะวันตก 

ส่วนเนื้อเรื่องง่ายๆ ดูเพลิน คิดว่าถ้าเด็กๆ ดูน่าจะชอบ เพราะสร้างอิงวรรณกรรมเด็ก “The Borrowers” ของ แมรี นอร์เทิน (Mary Norton) ชาวอังกฤษ ที่ได้รับเหรียญตราคาร์เนกีด้านวรรณกรรมเยาวชน เมื่อปี 1953

กำกับโดย โยเนบายาชิ ฮิโรมาสะ เป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดในทีมการผลิตอนิเมะของจิบลิ อนิเมะเรื่อง When Marnie Was There ที่เขากำกับยังได้รับการถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ปี 2015 อีกด้วย และหลังจากทำงานกับจิบลิมา 18 ปีเขาก็ออกไปก่อตั้ง  Studio Ponoc ในปี 2015 และกำกับเรื่อง Mary and the Witch's Flower ส่วนมิยะซะกินั้นร่วมสร้างในฐานะผู้เขียนบท และผู้วางแผนการผลิต

เนื้อเรื่องคือ อาริเอตี้ อาศัยใต้พื้นบ้านพร้อมครอบครัว และได้รู้จักกับโชที่ย้ายมาผ่าตัดโรคหัวใจแต่กำเนิดที่โตเกียว อาริเอตี้กับครอบครัวต้องเอาตัวรอด เมื่อแม่บ้านมาเจอบ้านของพวกเธอ และพบว่าเครื่องใช้ต่างๆ ที่หายไปปรากฏในบ้านหลังนี้

Koganei, Tokyo, Japan

เรื่องราวเกิดขึ้นที่ Koganei (小金井市), โตเกียวทางฝั่งตะวันตก โคกาเนเป็นเขตที่ตั้งของสตูดิโอจิบลิ ใกล้ๆ กับจิบลิ มิวเซียม ในบริเวณ Kichijoji เขตมิตากะ ในเรื่องยังจำลองสวนหลังบ้านของโช จาก Koganei Park (東京都立小金井公園)  https://goo.gl/maps/jaUbrMt8sbqngcyNA

 

ผู้กำกับ :  โยเนบายาชิ ฮิโรมาสะ (米林 宏昌, Yonebayashi Hiromasa)
เขียนบทโดย : มิยาซากิ ฮายาโอะ (宮崎 駿, Miyazaki Hayao) และ นิวะ เคโกะ (丹羽圭子, Niwa Keiko)
นักแสดง (พากย์เสียง) : ชิดะ มิไร (志田 未来, Shida Mirai) คามิกิ ริวโนะสึเกะ (神木 隆之介, Kamiki Ryūnosuke) คิคิ คิริน (樹木 希林, Kiki Kirin)

 

2. From Up on Poppy Hill (コクリコ坂から, 2011)

ป๊อปปี้ ฮิลล์ ร่ำร้องขอปาฏิหาริย์ (コクリコ坂から,  Kokuriko-zaka Kara) ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 4.46 พันล้านเยน, ทั่วโลก $61,459,425

โดยส่วนตัว เราชอบผลงานของจิบลิเรื่องนี้ที่มีความเป็นญี่ปุ่นสูง เช่น การแทรกภาพการเตรียมจัดงานโตเกียวโอลิมปิกช่วงปี 1963 และภาพชีวิตประจำวันแบบญี่ปุ่น โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องกับการเตรียมอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่วของอูมิ ที่มีเพลงประกอบสไตล์จิบลิคลอไปด้วย คือน่ารัก 

นอกจากนี้ อนิเมะเรื่องนี้ถือเป็นงานของคลื่นลูกใหม่ของจิบลิ เพราะได้ลูกชายคนโตของมิยาซากิคือ มิยาซากิ โกโร มานั่งกำกับเอง หลังจากที่เขาผ่านงานกำกับจากเรื่อง Tales from Earthsea (2006) โดยเนื้อเรื่อง From Up on Poppy Hill อิงตามมังงะยุค 1980s ในชื่อเรื่องเดียวกัน

และที่ว้าวสำหรับแฟนจิบลิ คือโกโรทำวิจัยเมืองโยโกฮาม่า เพราะตั้งใจจะให้ตรงตามรายละเอียดเมืองที่มีประวัติศาสตร์นี้ แต่แล้วเขาก็หันมาโฟกัสที่สถาปัตยกรรมอาคาร Quartier Latin ที่รวมห้องชมรมหลายๆ ห้องประกอบกับความรก ยุ่งเหยิงแบบเด็กม. ปลายเข้าไป กลายเป็นภาพอาคารชมรมที่เก่าแก่ ฝุ่นเขรอะ ของเยอะ แต่กลับมีรายละเอียดสวยงามมาก รวมทั้งยังเป็นฉากจำตอนที่นักเรียนร่วมกันทำความสะอาดห้องชมรมของตัวเองที่น่ารักอีกแล้ว 

เนื้อเรื่องเล่าถึง อูมิ และชุน นักเรียนมัธยมปลาย ที่มีจุดร่วมคืองานผลิตหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนที่ชุนเป็นบรรณาธิการอยู่ ชุนชวนอูมิมาช่วยทำงาน และช่วงนั้นมีนโยบายรื้อถอนอาคารชมรมนักเรียนที่เก่าโทรม อูมิจึงเกิดไอเดียทำความสะอาดและซ่อมแซมอาคารครั้งใหญ่เพื่อให้อาคารทรงตะวันตกยังคงอยู่ต่อไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วก็พบว่า ไม่สามารถพัฒนาเป็นความรักแบบหนุ่มสาวได้

Yokohama, Kanagawa, Japan

ย่านยามาเตะ (Yamate) ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาวตะวันตกที่เข้ามายังเมืองท่า โยโกฮาม่า ตั้งแต่ยุค 1850s จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังเป็นพื้นที่บ้านบนทางสโลปของภูเขา และยังเป็นที่ตั้งของสวนสวยๆ สไตล์ตะวันตกอีกด้วย https://goo.gl/maps/gmwCeHHazi32

และสวนสาธารณะยามาชิตะ Yamashita Park เส้นทางที่สวยๆ ไปยัง Minato Mirai แวะท่าเรือ Osanbashi เป็นสวนริมน้ำที่บรรยากาศดีเวอร์ นึกภาพนกนางนวล และเรือสินค้าไซส์บิ๊กชื่อ Hikawa Maru

 

ผู้กำกับ :  มิยาซากิ โกโร (宮崎 吾朗, Miyazaki Gorō)
เขียนบทโดย : มิยาซากิ ฮายาโอะ (宮崎 駿, Miyazaki Hayao) และ นิวะ เคโกะ (丹羽圭子, Niwa Keiko)
นักแสดง (พากย์เสียง) : นากาซาวะ มาซามิ (長澤 まさみ, Nagasawa Masami), โอคาดะ จุนอิจิ (岡田 准一, Okada Jun'ichi)

 

3. Wolf Children  (おおかみこどもの雨と雪 2012)

Ōkami Kodomo no Ame to Yuki .2

คู่จี๊ดชีวิตอัศจรรย์ (おおかみこどもの雨と雪, Ōkami Kodomo no Ame to Yuki)  ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 4.22 พันล้านเยน , ทั่วโลก $54,999,779

เอาล่ะ ผ่านงานของสตูดิโอจิบลิมาสองเรื่อง เรื่องนี้เป็นของค่ายอื่นบ้าง 

Wolf Children เป็นผลงานของผู้กำกับ โฮโซดะ มาโมรุ จาก Studio Chizu ผลงานเขาเด่นตรงที่ดึงนิสัยเด่นของเด็กเล่าออกมาตรงๆ เช่น ความกล้า ความงอแง ต่างกับจิบลิที่เน้นเรื่องฝึกให้เด็กเข้มแข็ง 

Ōkami Kodomo no Ame to Yuki.3

สำหรับเรา ความต่างจากจิบลินี่แหละคือจุดแข็งของหนัง เพราะหนังดำเนินเรื่องแบบไม่ซับซ้อน ไม่มีจุดหักเห หรือเรื่องยากๆ ให้เด็กต้องตัดสินใจ แม้ว่าตอนจบยูกิและอาเมะจะเลือกเส้นทางของตัวเองที่ต้องอาศัยความกล้าหาญที่มากพอ ความยากอยู่ที่ผู้เป็นแม่มากกว่า เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก

ความน่าสนใจคือ การเล่าถึงฮานะ ผู้เป็นแม่ของยูกิ พี่สาวที่ซนมาก และอาเมะ น้องชายที่เงียบๆ โดยเด็กทั้งสองเป็นลูกครึ่งมนุษย์หมาป่า ทั้งสามดำเนินชีวิตประจำวันในชนบทแบบลับๆ ขยัน ประหยัด อดทน ใจดีกับเพื่อนบ้าน อาศัยในบ้านเก่าติดภูเขาที่ไม่มีค่าเช่า เป็นความคล้ายกับหนังเรื่อง Little forest ที่อยู่ในจังหวัดอิวาเตะ

Ōkami Kodomo no Ame to Yuki

Toyama, Japan

ภาพความยิ่งใหญ่ของป่า และถูเขาของ เมือง Kamiichi จังหวัดโทยาม่า บ้านเกิดของโฮโซดะก็ยังสวยงาม และละเมียดละไมมากอีกด้วย

ผู้กำกับ :  โฮโซดะ มาโมรุ (細田勝, Hosoda Masaru)
เขียนบทโดย : โฮโซดะ มาโมรุ (細田勝, Hosoda Masaru), โอะคุเดระ ซาโตโกะ (奥寺 佐渡子, Okudera Satoko)
นักแสดง (พากย์เสียง) :   มิยาซากิ อาโออิ : Miyazaki Aoi (宮﨑 あおい), โอซาว่า ทาคาโอะ : Osawa Takao (大沢 たかお), คุโรกิ ฮารุ : Kuroki Haru (黒木 華)

///

【ของแถม】หนังอนิเมชั่นญี่ปุ่น ผลงานชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม

  • Mirai (未来のミライ, Mirai no Mirai 2018)
  • The Red Turtle (レッドタートル ある島の物語, Reddo Tātoru: Aru Shima no Monogatari 2016)
  • When Marnie Was There (思い出のマーニー, Omoide no Mānī 2014)
  • The Wind Rises (風立ちぬ,  Kaze Tachinu 2013)
  • The Tale of the Princess Kaguya (かぐや姫の物語, Kaguya-hime no Monogatari 2013)

4. The Wind Rises (風立ちぬ 2013)

The Wind Rises.3

ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก (風立ちぬ, Kaze Tachinu) ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 12.02 พันล้านเยน, ทั่วโลก $136,333,220

คิดว่าผลงานชิ้นนี้เป็น Masterpiece เพื่อทิ้งทวนของ มิยาซากิ ฮายาโอะที่เป็นทั้งผู้กำกับและเขียนบทเอง โดยเนื้อเรื่องอิงตามชีวประวัติของ ดร. โฮะริโกะชิ จิโร ร่วมกับเรื่อง The Wind Has Risen โดย Tatsuo Hori ก่อนที่เขาจะออกมาประกาศว่า ขอเกษียณ ในเดือนกันยายน 2013 (จากนั้นก็ออกมาประกาศใหม่ ว่ายังขอทำอีกเรื่อง) ยกตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาของมิยาซากิเช่น My Neighbor Totoro, Princess Mononoke และ Spirited Away

The Wind Rises.1

เนื้อหาเรื่องนี้จัดว่า เข้มข้นมากที่สุดในบรรดาผลงานของจิบลิเลยก็ว่าได้ ในความเห็นส่วนตัว The Wind Rises ได้รวมหลายประเด็นยากๆ หนักๆ ไว้ จนกลายเป็นอนิเมชั่น 126 นาทีสำหรับผู้ใหญ่ ยกตัวอย่าง 

  • ก่อนสงครามโลกปี 1918 ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม
  • 1923 เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคคันโต เกิดกระแสชาตินิยม
  • จิโรเดินทางไปเยอรมนีพร้อมกับคณะเพื่อดูงานออกแบบเครื่องบินรบในปี 1929
  • 1933 ที่รีสอร์ท Karuizawa ที่จิโรพักร้อน มีข่าวเรื่องเยอรมนีที่ปกครองโดยพรรคนาซีกำลังจะสร้างสงคราม
  • ที่โรงงานอากาศยานของ บริษัท มิตซูบิชิเครื่องยนต์ จิโรในฐานะหัวหน้าทีมวิศวกรเริ่มสร้างเครื่องบินรบลำใหม่จนกระทั่งปี 1935 ขณะที่อาการวัณโรคของภรรยาทรุดลง
  • 1945 ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เครื่องบินรบของจิโรถูกใช้เพื่อการสงคราม ทำให้เขาผิดหวังอย่างรุนแรง

 

สรุปคือ เรื่องราวทั้งหมดเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมิยาซากิมีมุมมองที่ต่อต้านสงครามที่ญี่ปุ่นก่อขึ้นนี้ ประกอบกับในวัยเด็ก ครอบครัวมิยาซากิเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบเพื่อสงครามโลกครั้งที่สอง อนิเมะเรื่องนี้จึงเรียกว่า รวมไอเดียสุดทึ่งและประวัติบางส่วนของมิยาซากิเอาไว้

The Wind Rises

Karuizawa, Nagano, Japan

อนิเมชั่นเรื่องนี้ภาพดีมากไร้ที่ติ มีความผ่อนคลายในช่วงที่ไปพักร้อนที่รีสอร์ท Karuizawa จังหวัดนากาโนะ ซึ่งเป็นเมืองที่หน้าร้อนก็เย็นสบาย ส่วนหน้าหนาวจะมีหิมะหนาเหมาะจะเล่นสกี ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่พักตากอากาศ

ผู้กำกับและเขียนบท : มิยาซากิ ฮายาโอะ (宮崎 駿, Miyazaki Hayao
พากย์เสียง : อันโนะ ฮิเดอากิ (庵野 秀明, Anno Hideaki), ทากิโมโตะ มิโอริ (瀧本 美織, Takimoto Miori), นิชิจิมะ ฮิเดโจชิ (西島 秀俊, Nishijima Hidetoshi)

 

5. The Boy and the Beast (バケモノの子 2015)

The Boy and the Beast

ศิษย์มหัศจรรย์กับอาจารย์พันธุ์อสูร (バケモノの子, Bakemono no Ko) ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 5.85 พันล้านเยน

กลับมาที่งานของผู้กำกับ โฮโซดะ มาโมรุ เราว่า ผลงานของเขาน่าสนใจ ที่แม้งานภาพจะไม่ได้สวยเป๊ะ แต่เนื้อเรื่องที่เรียบง่ายกลับกินใจ เน้นความเป็นครอบครัว ประวัติคร่าวๆ คือ เริ่มจากเป็นผู้กำกับเรื่อง Howl's Moving Castle ของจิบลิ แต่แนวคิดต่างจากของมิยาซากิ เมื่อสร้างไปได้ครึ่งทางจึงตัดสินใจลาออก และกลับไปอยู่กับ Toei Animation ทำแคมเปญ Superflat Monogram ของ Louis Vuitton

จากนั้นเขาก็ไปทำงานที่ Studio Madhouse ปี 2005 - 2011 ที่นี่ผลงานของเขาคือ The Girl Who Leapt Through Time (時をかける少女, Toki o Kakeru Shōjo 2006) and Summer Wars (サマーウォーズ, 2009) สองเรื่องนี้เรียกว่าเป็นขาขึ้นด้านจินตนาการของโฮโซดะเลยก็ว่าได้ เขาหอบรางวัลจากทั้งสองเรื่องไปตั้งสตูดิโอตัวเองร่วมกับเพื่อนร่วมงานชื่อ Studio Chizu จนกระทั่งงานที่เขากำกับเรื่อง Mirai (2018) ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

The Boy and the Beast poster

เรื่อง Bakemono no Ko นี้มีความแมน และแม้ว่า เนื้อเรื่องเหมือนจะเดาทางได้ แต่ก็อาจจะไม่ถูก 100% เล่าถึงศิษย์วัย 9 ขวบชื่อเรน เมื่อเข้ามาในโลกของสัตว์ คุมะเท็ตสึซึ่งเป็นอาจารย์สอนต่อสู้ก็ตั้งชื่อให้ว่า คิวตะ ทั้งสองเรียนรู้วิชาจากกันและกัน จนกระทั่งสง่างาม และแข็งแกร่งขึ้นทั้งคู่ จากนั้นคิวตะ ก็กลับไปในโลกมนุษย์ระยะหนึ่งเพื่อเรียนรู้ด้านอื่นของชีวิต 

และพบว่า มนุษย์มีด้านมืดในใจที่ควบคุมได้ยาก จุดนี้เองที่ทำให้เนื้อเรื่องแข็งแรงขึ้นกับการค้นพบ ดาบที่อยู่ในใจ ถ้าถามว่า คืออะไร ความเห็นเราคือ อิคิไกแบบตัวเองที่เราต้องหาให้เจอเอง

The Boy and the Beast shibuya

Shibuya, Tokyo, Japan 

ฉากต่อสู้ที่แยกชิบูย่า คือสนุก

ผู้กำกับและเขียนบท :  โฮโซดะ มาโมรุ (細田勝, Hosoda Masaru)
พากย์เสียง : ฮาชิโมโตะ โคจิ (橋本 広司, Hashimoto Kōji), มิยาซากิ อาโออิ (宮﨑 あおい, Miyazaki Aoi), โซเมะทานิ โชตะ (染谷 将太, Sometani Shōta), ฮิโรเสะ ซึสึ (広瀬 すず, Hirose Suzu)

 

6. Your Name (君の名は 2016)

Your Name

หลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ (君の名は, Kimi no Na wa) ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 25.03 พันล้านเยน, ทั่วโลก $357,986,087

แฟนหนังอนิเมชั่นญี่ปุ่นจะต้องทึ่งกับสถิติใหม่ที่ปรากฏขึ้นจากฐานแฟนทั่วโลก กับเรื่อง Kimi no Na wa ที่รายได้สูงชนะ Spirited Away (千と千尋の神隠し,  Sen to Chihiro no Kamikakushi 2001) ที่ได้ไปถึง $347,742,810 

เรื่องราวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ระหว่างคนสองคน มิตสึฮะ เด็กสาวผู้อาศัยอยู่ในชนบทแต่มีความฝันที่อยากไปใช้ชีวิตในเมืองกรุง และ ทากิ เด็กหนุ่มในโตเกียวผู้ทำงานพิเศษที่ร้านอาหารอิตาเลียน และสนใจในงานด้านศิลปะ วันหนึ่ง มิตสึฮะได้ฝันว่าตัวเองกลายเป็นเด็กหนุ่ม ขณะที่ทากิฝันว่าตัวเองกลายเป็นเด็กสาวในชนบท ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน ทั้งสองจึงต่างเดินทางเพื่อไขความลับของความฝัน จนกลายเป็นความผูกพันธ์บางอย่าง

เหตุผลที่คนชอบเรื่องนี้มีหลากหลายมาก ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายได้ทั้งหมดไหม แต่เอาเหตุผลหลักๆ ตามที่เข้าใจคือ เพียงแค่ 1 ชม 46 นาที ก็ครอบคลุมสิ่งที่หนังต้องการสื่อว่า มันเจ็บปวดแค่ไหนที่ถ้าได้พบกัน แต่แม้แต่ชื่อยังไม่สามารถจำได้เลย และชินไคก็สร้างความแฟนตาซีให้เกิดปาฏิหาริย์ได้อย่างเหมาะสมลงตัว

ถ้าเป็นหนังอนิเมชั่นเรื่องก่อนหน้าของชินไคคงไม่ได้จบแฮปปี้ขนาดนี้ ยกตัวอย่าง สองเรื่องล่าสุดที่ปวดใจมากที่สุดคือ ยามซากุระร่วงโรย (5 Centimeters Per Second : 秒速5センチメートル (2007)) และ ยามสายฝนโปรยปราย (The Garden of Words : 言の葉の庭 (2013)) จบน้ำตาไหล

แต่เรื่องนี้ชินไคใจดีกับคนดูที่ลุ้นกันมาตลอดทั้งเรื่อง ในที่สุดก็สมหวังกันนาทีสุดท้ายของหนัง

Your Name 1

Shinjuku, Tokyo, Japan

บันไดแดงบริเวณศาลเจ้าซูกะ ห่างจากสะพานคนเดินข้ามของสถานีรถไฟชินะโนมาชิ เพียงสิบนาที เป็นฉากสำคัญที่ตัวละครเองสองคนเดินสวนกัน

ผู้กำกับและเขียนบท : ชินไค มาโคโตะ : (新海 誠, Shinkai Makoto)
พากย์เสียง : คามิคิ เรียวโนสุเกะ (神木 隆之介 Kamiki Ryunosuke ), คามิชิราอิชิ โมเนะ (上白石 萌音 Kamishiraishi Mone), นาริตะ เรียว (成田凌 Narita Ryo)

7. Weathering with You (天気の子 2019)

tenki no ko.1

ฤดูฝัน ฉันมีเธอ (天気の子, Tenki no Ko) ทำรายได้เฉพาะในญี่ปุ่น 14.02 พันล้านเยน, ทั่วโลก $181,725,238

เมื่อ Kimi no Na wa ได้ทำตามคำขอของแฟนหนังชินไคให้เป็นจริงแล้ว เรื่อง Tenki no Ko นี้จึงฉีกเนื้อหาออกจากเรื่องอื่นๆ เพื่อให้เกิดภาพจำใหม่ แต่ก็เห็นได้ชัดจากรายได้ว่า หนังก่อนหน้าที่ทำให้คนดูปวดใจ และรู้สึกเหงาหน่อย สร้างความนิยมได้มากกว่า 

เรื่องนี้เรามองว่า รายได้ที่สูงมาจากอานิสงส์เดิมที่คนรักเรื่องราวใน Kimi no Na wa มากจนอยากที่จะได้ดูเรื่องที่จัดเต็มแบบนั้นอีกครั้ง

tenki no ko.5

หนังเล่าถึง เด็กหนุ่มวัยมัธยมต้นชื่อ โฮดากะ โมริชิมะ ที่หนีออกจากบ้านในชนบทเพื่อเข้าไปในหางานทำในโตเกียว (ตามรอยหนังที่โตเกียว) แรกๆ ก็หางานไม่ได้ แต่สุดท้ายได้ทำงานเป็นนักเขียนให้นิตยสารแนวลึกลับเล่มหนึ่ง ต่อมาเขาก็ได้พบกับ ฮินะ อามาโนะ ที่สามารถควบคุมให้อากาศสดใสได้

จากบทสัมภาษณ์ชินไค เป้าหมายของเขาในปัจจุบันไม่ได้ต้องการรางวัลใหญ่ระดับออสการ์ แต่เขาต้องการให้คนมาดูหนังของเขา “เรื่อง Weathering with You ทำได้ดีในส่วน Box Office ที่ญี่ปุ่น แต่ไม่ดีเท่าเรื่อง Your Name ผมจึงต้องมาศึกษาเรื่องนี้เพิ่ม เพราะผมต้องการให้คนเลือกให้เป็นหนังที่ใช่ที่อยากจะไปดู อย่างเช่น ถ้าซัมเมอร์นี้มีเรื่อง Toy Story 4 เข้าโรงด้วย ก็อยากให้คนดูบอกว่า อยากจะไปดูหนังของผม นั่นล่ะมั้งคือเป้าหมาย”

obon tenki-no-ko

 

กำกับและเขียนบท : ชินไค มาโคโตะ (新海 誠, Shinkai Makoto)
นักแสดง (พากย์เสียง) : ไดโกะ โคทาโร่ (醍醐虎汰朗 Daigo Kotaro), โมริ นานะ (森 七菜, Mori Nana)

 

โดยสรุป ถ้าถามว่า ทำไมหนังอนิเมชั่นทั้ง 7 เรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น เราเชื่อว่าสองส่วนหลักที่ทำให้หนังดีคือบทหนัง และสอง การกำกับ ดังนั้น เพื่อที่คนดูหนังเหล่านี้แล้วเกิดความรู้สึกว้าว จะได้ย้อนกลับไปดูผลงานก่อนๆ ของผู้กำกับเหล่านี้ได้อีกด้วย

panwaa

About Author

ปุ้ม พรรณวดี เรียนจบสาขา British & American Study จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดอาการหลงใหลในญี่ปุ่น จนกระทั่งได้เที่ยวไป wwoof ไปที่คิวชูระยะ 2 เดือน และรอดผ่านช่วงเวลาแผ่นดินไหวคุมาโมโต้มาแล้วเมื่อครั้งอายุย่างเข้า 30 จนเผลอนึกไปว่า "ในความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นนี่มีเรื่องแอดเวนเจอร์ซ่อนตัวให้ตื่นเต้น โชคดีนะที่เจอ! เที่ยวครั้งหนึ่งจะได้ครบรส"
ตอนนี้ขึ้นเลข 3 ต้นๆ แล้ว แต่ถ้าใครชวนไปลุยญี่ปุ่นล่ะก้อ ร่างและใจพร้อมเสมอ ;)